สังคมชาวเทพฯ > DSA General > DSA Board > นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ /สายเกษตรศาสตร์


นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ /สายเกษตรศาสตร์

DS16696
DSA98
11/06/15 08:20:11

นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ /สายเกษตรศาสตร์

1. ศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์

(เดิมชื่อบุญช่วยอินทรัมพรรย์)

นักวิชาการประมงผู้ก่อตั้งคณะประมงและรณรงค์เพื่อภาษาไทย

 ประวัติ

เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2450

ที่ตำบลท้ายบ้านอำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ

ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โรงพยาบาลพร้อมมิตรกรุงเทพมหานครสิริอายุได้ 87 ปี 1 เดือน 3 วัน

เป็นบุตรรองอำมาตย์เอกเชยอินทรัมพรรย์ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุทัยธานีและนางน่วมอินทรัมพรรย์

มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 5 คนท่านเป็นบุตรคนที่ 2

สมรสกับนางสาวประไพกรัยวิเชียรบุตรีของนายแหและนางผะอบกรัยวิเชียรมีบุตร 4 คนและหลาน 6 คน

 การศึกษา

                เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เลขประจำตัวนักเรียน ท.ศ.1694สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม 8 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์(ในสมัยที่ท่านเรียนโรงเรียนมีการเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์)เมื่อพ.ศ. 2467 ได้เข้าศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อมาได้รับพระราชทานทุนของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกให้ไปศึกษาวิชาบำรุงและรักษาสัตว์น้ำในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ Cornell University ท่านได้รับปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาประมงเมื่อพ.ศ. 2472 หลังจากนั้นได้อยู่ศึกษาและฝึกงานในการควบคุมของกรมประมงสหรัฐอเมริกากับแวะศึกษาดูงานในประเทศอังกฤษเยอรมนีฝรั่งเศสอิตาลีและสิงคโปร์ก่อนกลับประเทศไทยในพ.ศ. 2473

การได้รับพระราชทานทุนการศึกษาในครั้งนั้นส่งผลอันยิ่งใหญ่และยั่งยืนต่อศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า ...จะกระทำทุกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถตราบเท่าที่มีลมหายใจอยู่เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่านซึ่งท่านก็ได้กระทำจริงตามปณิธานที่ตั้งไว้อีกทั้งท่านไม่เพียงแต่จะยึดพระราชกระแสในพระบรมราชชนกที่ว่าขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สองประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่งลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเองถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์เป็นแนวทางในการทำงานและการดำรงชีวิตของตัวท่านเองเท่านั้นหากแต่ท่านยังได้เผยแผ่ความคิดนี้ไปสู่สมาชิกครอบครัวผู้ใต้บังคับบัญชาและศิษยานุศิษย์ของท่านอย่างกว้างขวางอีกด้วย

 การทำงาน

                รับข้าราชการในกรมรักษาสัตว์น้ำกระทรวงเกษตราธิการ (ปัจจุบันคือกรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)ตั้งแต่พ.ศ. 2473 เป็นต้นมาโดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมประมงเมื่อพ.ศ. 2487 ในช่วงเวลาหลังจากการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1 ปีซึ่งมีคณะประมงเป็น 1 ใน 4 คณะแรกของมหาวิทยาลัยศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์ผู้เล็งเห็นว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาทางวิชาการประมงเป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศไทยเป็นหลักในการวางแผนและจัดตั้งคณะนี้ภาระหนักจึงตกแก่ท่านเนื่องจากต้องรับเป็นคณบดีกิตติมศักดิ์ของคณะประมงอีกตำแหน่งหนึ่ง

ศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์จึงเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและเป็นคณบดีคนแรกของคณะประมงและเป็นคณบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดรวม 18 ปีคือตั้งแต่พ.ศ. 2487 ถึงพ.ศ. 2505

                แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายแต่ท่านก็เข้าสอนนิสิตเช่นเดียวกับอาจารย์คนอื่นๆวิชาที่ท่านสอนคือวิชาการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานเบื้องต้นของคณะที่นิสิตชั้นปีที่ 1 จะต้องเรียนในการสอนท่านจะผนวกเรื่องระเบียบวินัยที่นิสิตควรประพฤติและประสบการณ์ต่างๆในทั้งแง่วิชาการประมงและการบริหารงานท่านเน้นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยการฉลาดใช้ (wise use) ซึ่งเป็นแนวคิดในการอนุรักษ์ที่ก้าวหน้าท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ที่ได้เล่าเรียนกับท่านทุกรุ่นศาสตราจารย์ดร.ทศพรวงศ์รัตน์(นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์)แห่งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ราชบัณฑิตยสถานได้รำลึกถึงท่านว่า …แต่งตัวเรียบร้อยมากผูกเนคไทเสมอและพูดจาสำเนียงอ่อนโยนรับกับใบหน้าเรียกตนเองว่าครูแต่บางครั้งก็ใช้ผมและมักมีคำว่าครับให้พวกเราได้ยิน… ท่านมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้พวกเราเป็นคนดีและผู้ดีด้วยตลอดมา…

                เมื่อพ้นหน้าที่อธิบดีกรมประมงและคณบดีคณะประมงสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์ได้รับเชิญให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคตะวันออกไกลณกรุงเทพมหานครระหว่างพ.ศ. 2505 - 2513 และด้วยความเป็นคนรักวิชาการชอบอ่านชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจท่านได้มีบทบาททั้งเป็นผู้ริเริ่มผู้สนับสนุนและผู้ดำเนินการในกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาตินานัปการเห็นได้จากการที่ท่านรับทำงานให้แก่องค์กรต่างๆมากมายทั้งในระดับชาติและนานาชาติเช่น

พ.ศ. 2496 - 2504 เป็นกรรมการองค์การสะพานปลาที่ท่านมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งขึ้น

พ.ศ. 2504 - 2531 เป็นกรรมการในคณะกรรมการแผนกเกษตรศาสตร์มูลนิธิอานันทมหิดล

พ.ศ. 2513 - 2516 เป็นกรรมการโครงการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียมของคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติอันเป็นแนวทางใหม่ที่ท่านเห็นความสำคัญและเป็นผู้ประสานงานคนแรก

พ.ศ. 2514, 2517 และ 2522 เป็นผู้เชี่ยวชาญการประมงในคณะผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลกทำการศึกษาประเมินผลกระทบและการแก้ไขปัญหาต่อภาวะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรการเกษตรและการประมงในบังคลาเทศรวม 3 ครั้ง

เป็นราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ประเภทวิทยาศาสตร์ประยุกต์สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ตั้งแต่พ.ศ. 2518 จนถึงแก่อนิจกรรม

พ.ศ. 2518 - 2519 เป็นรองผู้ตรวจการและผู้ตรวจการลูกเสือสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติผู้ริเริ่มก่อตั้งลูกเสือบำรุงพันธุ์ปลาขึ้นได้รับการยกย่องจากผู้แทนจากสำนักงานลูกเสือโลกแห่งกรุงเจนีวาว่าท่าน …เป็นผู้ให้กำเนิดการฝึกอบรมลูกเสือบำรุงพันธุ์ปลาคนแรกของโลกในกิจการลูกเสือด้านพัฒนาชุมชน….

พ.ศ. 2525 - 2526 เป็นที่ปรึกษาคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เจรจาจัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านอาร์ทีเมียระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเบลเยี่ยมอันเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์อาร์ทีเมียแห่งชาติหรือศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์น้ำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน

คุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งก็คือท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเรื่องของภาษาท่านตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้เครื่องหมายวรรคตอนว่า ....การใช้เครื่องหมายวรรคตอนช่วยส่งเสริมความแม่นยำและความกระจ่างอย่างได้ผลป้องกันความสงสัยและเข้าใจผิดควรยึดถือเป็นอุปกรณ์สำคัญยิ่งของเอกสาร …ท่านจึงเริ่มเขียนบทความชักชวนให้ผู้มีความรู้ในทุกสาขาอาชีพใช้เครื่องหมายวรรคตอนตั้งแต่พ.ศ. 2510 เป็นต้นมาและพยายามทุกทางที่จะให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่ได้ดูแลการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผนท่านแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการนี้ไว้ในบทความประวัติการใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบบคำถาม-คำตอบ (ราวพ.ศ.2527) ว่า

ข้าพเจ้าขอบันทึกเป็นกิตติกรรมประกาศไว้ที่นี่ว่าการที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจที่ได้เขียนบทความชักชวนให้ใช้เครื่องหมายวรรคตอนตามรอยพระยุคลบาทล้นเกล้าฯสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้ามาเป็นเวลาได้ถึง 17 ปี, ข้าพเจ้าไม่ท้อถอยเลยทั้งนี้ก็เพราะพระบารมีของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 และพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเตือนว่าภาษาไทยอยู่ในระยะเริ่มวิบัติและกำลังวิบัติจนทำให้เราร่วมกันตัดสินใจให้มีการทำนุบำรุงและพัฒนาภาษาไทยในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี.นับเป็นประทีปทำให้เครื่องหมายวรรคตอนแจ่มใสขึ้นในอนาคต, สอดคล้องกับนโยบายทำนุบำรุงภาษาไทย; นับว่าเราได้ร่วมกันส่งเสริมให้พระบรมราชาธิบายรัชกาลที่ 6 เป็นราชมรดกของชาติที่นานาชาตินิยมยิ่งขึ้น

จนเมื่อพ.ศ. 2528 ราชบัณฑิตยสถานจึงได้จัดพิมพ์เอกสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกและจัดพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้งเป็นจำนวนพิมพ์นับแสนเล่มและในเดือนสิงหาคม 2535 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ราชบัณฑิตสถานแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การเขียนการอ่านและการใช้ภาษาไทยและส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้เป็นเอกภาพเดียวกัน

ที่น่าทึ่งก็คือบทความด้านการรณรงค์เรื่องการใช้เครื่องหมายวรรคตอนของท่านมีจำนวนมากพอที่จะรวมพิมพ์เป็นหนังสือได้เล่มเขื่องทีเดียว

ความเป็นนักวิชาการประมงที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศของศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่อยู่ในวงการต่างๆที่ท่านเกี่ยวข้องท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2527) และได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่าง ๆตัวอย่างเช่นปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาการประมงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ.2506) และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ Doctor of Humane Letters, National College of Education, Evanston, Illinois สหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2506) ตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษจากคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2517) และตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำปี 2529 ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

                อีกทั้งเกียรติยศอันยืนยงในวงวิชาการประมงของศาสตราจารย์พิเศษบุญอินทรัมพรรย์คือการที่ดร.เอชเอ็มสมิท (H.M. Smith) ที่ปรึกษาทางการประมงของไทยในยุคริเริ่มด้านการประมงที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 6 ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาไทยที่เพิ่งจับได้เป็นครั้งแรกจากแอ่งน้ำบนเกาะสมุยในอ่าวไทยเมื่อพ.ศ. 2477 ตามนามสกุลของท่านว่า Cirripectes indrambaryae และต่อมาในพ.ศ. 2524 ศาสตราจารย์ดร.ทศพรวงศ์รัตน์ก็ได้ตั้งชื่อปลาโบราณที่พบในทะเลอันดามันเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตเป็นเกียรติแก่ท่านอีกคำรบหนึ่งว่า Eptatretus indrambaryai

 http://archives.psd.ku.ac.th/kuout/p301.html





[First]

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็นค่ะ