สังคมชาวเทพฯ > DSA General > DSA News > ผมเป็น "เทพศิรินทร์" โดย สุรศักดิ์ DSA123


ผมเป็น "เทพศิรินทร์" โดย สุรศักดิ์ DSA123

Webmaster

07/09/10 10:49:31

จาก facebook ของนักเรียเก่าเทพศิรินทร์ รุ่น 48-51 (123) ชือ สุรศักดิ์  นามวัฒน์โสภณ     อ่านแล้วรู้สึกว่าเลือดเขียวเหลือง   ฉีดแรงทั่วร่างกายครับ

ผมเป็น "เทพศิรินทร์"

เมื่อคืนก่อนผมได้รับโทรศัพท์จากแม่ แม่บอกว่าให้เอาป้ายคำว่า "DEBSIRIN" ที่แปะไว้ข้างหลังรถของผมลงเสีย...ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เหตุก็เพราะนักเรียนเทพศิรินทร์บางคนถูกแทงได้รับบาดเจ็บที่ MBK ซึ่งเป็นข่าวดังอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แม่กลัวว่าผมจะได้รับอันตรายจากนักเรียนของโรงเรียนอะไรก็ไม่ทราบ (ผมก็ไม่ได้ติดตามข่าวให้แน่ชัดว่าโรงเรียนใด)ที่ทำร้ายนักเรียนเทพศิรินทร์ ผมเพียงได้แต่ อือ...ออ... แต่สิ่งที่ตัดสินใจไว้แล้วก็คือ ผมจะไม่ลดป้าย "DEBSIRIN" ลงอย่างแน่นอน

 

          หลายเดือนมาแล้วหลังจากที่ผมย้ายตัวเองมาอยู่บ้านที่ปทุมธานี เพื่อให้ใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) มหาวิทยาลัยของผม ชีวิตที่นี่ถึงมันจะไม่ลำบากนักแต่แน่นอนว่าคงไม่สบายเท่าอยู่ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ ที่นี่ผมอยู่บ้านคนเดียวสิ่งที่ดีคือความอิสระ แต่สิ่งที่เป็นความจริงคือความเหงา ที่นี่ผมต้องดูแลตัวเอง ไม่มีข้าวตั้งไว้บนโต๊ะ ไม่มีคนคอยบอกว่าต้องทำอะไร จะไปไหน กลับบ้านหรือยัง... เดือนแรกๆตั้งแต่เปิดเทอมคือช่วงของการปรับตัว ผมต้องมีเพื่อนใหม่ ผมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมใหม่ มหาวิทยาลัยใหม่ มันเป็นการยากอย่างยิ่งที่เราจะออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง ที่มีเพียงแค่เรา เราเท่านั้น บางทีผมก็รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางคนที่เรารู้จัก ผมมีความสุขกับวิชาที่เรียน คณะของผม เพื่อนของผม มหาวิทยาลัยของผม แต่ข้อเท็จจริงก็คือผมยังรู้สึกว่างเปล่า เหงา และโดดเดี่ยว

 

          เดือนแรกๆที่เปิดเรียนผมมีรับน้องทุกวัน ผมยอมรับโดยดุษฎีว่าผมก็เข้าบ้างและไม่เข้าบ้าง ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่กดดันยิ่ง หลายคนคงเข้าใจว่าการรับน้องมันกดดัน และเหนื่อยแค่ไหน ผมอาจจะปรับตัวช้า เข้ากับคนอื่นได้ช้า หรืออะไรก็ตาม ความเหนื่อย กดดัน เหงา ว้าเหว่ ยิ่งรวมกันทำให้ความรู้สึกของผมสะสมจนรอวันระเบิด ความรู้สึกในตอนนั้นคือคิดถึงโรงเรียน "โรงเรียนเทพศิรินทร์" แน่ละ ผมไม่ใช่เด็กที่เพิ่งจะจบ ความจริงผมก็จบมาปีกว่าแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกๆที่ผมห่างจากโรงเรียนมานานขนาดนี้ ภาระหน้าที่ทำให้ผมไม่มีเวลาที่จะเข้าไปโรงเรียนเหมือนก่อน อีกประการผมก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกของผมที่มีต่อทุกสิ่งทุกอย่างของเทพศิรินทร์ ผมยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ที่โรงเรียนผมมีเพื่อน มีครู มีพี่มีน้อง ผมรู้จักป้าขายข้าวแกง ไปจนถึงนักการ ที่โรงเรียนมีมิตรภาพ มีความรัก มีสายสัมพันธ์บางๆที่ยึดเหนี่ยวพวกเราทุกคนไว้ด้วยกัน ซึ่งผมเองก็มองไม่เห็น แต่เชื่อว่าเราทุกคนสัมผัสมันได้ "ความเป็นเทพศิรินทร์" ไม่มีใครต้องบอกกันว่ามันคืออะไร? อันที่จริงจะพูดให้ถูกก็คือผมก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร? แต่เพียงคำว่า "เทพศิรินทร์" เราไม่ต้องพูดกัน ความรู้สึกของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรู้สึกที่เราเป็นญาติสนิทกัน เป็นคนรู้จักกันเกิดขึ้นได้เองเพราะคำๆนี้ ผมยังจำถึงตีกเรียน ประตูแดงที่เราโดดเรียนกันอยู่เป็นครั้งคราว นึกถึงสนามหญ้าที่หญ้าบ้างไม่มีบ้าง ไปจนถึงวัดเทพฯ ทุกสิ่งทุกอย่างคือความทรงจำที่ดี สิ่งที่กระตุกความรู้สึกของผมในขณะนั้นคือ อยู่ที่โรงเรียนเราไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ เราไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้ และถึงแม้ว่ามันจะมีสิ่งที่เหนื่อยอย่างนี้ เราก็ยังมี "เพื่อน" คอยอยู่เคียงข้างเราเสมอ

 

          ในที่สุดความรู้สึกที่อัดเก็บไว้มานานก็ระเบิดขึ้นในวันหนึ่งที่ผมกำลังขับรถไปมหาวิทยาลัย ผมเปิดเพลงเชียร์ของโรงเรียนไปตลอดทาง ผมน้ำตาไหลอย่างหมดอับอาย เมื่อได้ยินเนื้อเพลง... เราเทพศิริทร์เทพศิรินทร์ระบิลระลือ เรานั้นหรือคือนักกีฬาสง่าสนาม... ผมตะโกนร้องเพลงอย่างดังด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นเทพศิรินทร์ ตอนนั้นผมก็ยังขับรถไปข้างหน้า แม้น้ำตาจะไหลลงมาเป็นทาง เวลานั้นผมไม่สนใจว่าใครจะมองผมบ้าหรืออะไร ความเป็นเทพศิรินทร์ได้เข้ายึดหัวใจที่อ่อนล้านั้น ให้มีสติมั่นคงขึ้นอีกครั้ง "เทพศิรินทร์" ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาสู้กับโลกแห่งความเป็นจริง ลุกขึ้นมายืนอย่างลูกเทพศิรินทร์ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในขณะเดียวกันก็ปลอบเหมือนแม่ที่กระซิบข้างหูเบาๆว่า ลูกยังมีแม่อยู่...ลูกคือลูกแม่รำเพย

 

          มาจนบัดนี้ถึงแม้ว่าผมจะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้มากขึ้น ผมเริ่มคุ้นชินกับทุกสิ่งที่เปลี่ยนไปแต่ความเป็นเทพศิรินทร์ และความทรงจำทุกอย่างยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี เป็นสิ่งที่ผมจะหยิบขึ้นมาระลึกนึกถึง และภาพภูมิใจได้ทุกครั้งที่มีโอกาส สำหรับผมเทพศิรินทร์ไม่เคยสอนให้รักโรงเรียน แต่ความรู้สึกรัก ผูกพันนั้นเกิดขึ้นเอง ความรักสถาบันที่ถูกต้องไม่ใช่ความหลงในสถาบัน แต่เป็นความภูมิใจในเทพศิรินทร์ของเรา ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้ที่จะให้เกียรติและอยู่ร่วมกับสถาบันอื่นได้อย่างมีความสุข มาถึงตอนนี้ผมนึกถึงข้อเขียนของรุ่นพี่เราคนหนึ่ง...พี่ธีรภาพ โลหิตกุล "ผมโชคดีที่ชีวิตคนเขียนหนังสือของผมเกิดและเติบโตที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งอุปมาดั่งป่าผืนใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยเงื่อนไขในการสร้างนักเขียน แม้ผมจะไม่สนับสนุนแนวคิดสถาบันนิยมที่ถูกนำไปดูแคลนสถาบันอื่น ทว่าผมคงมีสิทธิที่จะภาคภูมิใจในความเป็นไม้เล็กๆที่เติบโตในป่าใหญ่อย่างเทพศิรินทร์" ขอให้เราได้ภูมิใจและรักในความเป็นเทพศิรินทร์ของเราอย่างถูกต้องเถิด รักที่จะภาคภูมิใจในความเป็นเรา และให้เกียรติผู้อื่นในความเป็นเขา รู้จักเสียสละ และให้อภัย

 

          ตอนนี้รถของผมยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ผมมองผ่านกระจกมองหลัง "DEBSIRIN" ผมยังคงติดมันไว้ที่เดิมไปเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเวลาะผ่านไปนานเท่าไร เทพศิรินทร์จะยังอยู่ในใจผม และผมก็ขอเพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งที่จะภาคภูมิใจ และลุกขึ้นมาพูดอย่างไม่อายใครว่า ผมเป็น "เทพศิรินทร์"

 

จาก  http://www.facebook.com/note.php?note_id=149850011705148&id=1151434043





ความคิดเห็นที่ 3


DS40462
DSA125
09/09/10 22:15:52

ขอบคุนมากครับ

ที่เป็น "ตัวแทน"จากใจและความรู้สึกของ"นักเรียนเก่า"ในรั้วมหาวิทยาลัย



อ้างอิงความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2


DS31587
DSA113
07/09/10 16:01:55

ฝากโต๊ะ"สายโดมรำเพย"ของพวกเราด้วยนะครับน้องสุรศักดิ์



อ้างอิงความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1


DS17244
DSA98
07/09/10 12:26:19

  เทพศิรินทร์..........มิตรภาพ  ความหลัง  และความทรงจำ



อ้างอิงความคิดเห็น

[First] 1

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็นค่ะ