เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719









พระภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต (ท่านธัมมวิตกโก) หรือที่บุคคลทั่วไปรู้จักกันในนามว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ นั้น ท่านเป็นพระภิกษุผู้ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นที่เคารพสักการะบูชายิ่งรูปหนึ่งของชาวเทพศิรินทร์

ท่านธัมมวิตกโก มีนามเดิมว่า นายตรึก จินตายานนท์ เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๐ ตรงกับ วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ในเวลา ๐๗.๔๐ นาฬิกา เมื่อก่อนที่ท่านจะเกิด โยมแม่ของ ท่านได้ออกมาตักบาตรตามปกติ พอตักบาตรพระรูปสุดท้านเสร็จ ก็เริ่มเจ็บท้องจึงกลับขึ้นบ้าน สักครู่ก็คลอด และเป็นการคลอดที่ง่ายมากทั้งที่เป็นบุตรคนแรกของโยมแม่ ซึ่งท่านได้บอกว่า ท่านไม่ได้ทำให้แม่ต้องเจ็บนาน

บ้านที่ท่านเกิดอยู่ใกล้วัดโสมนัส จังหวัดกรุงเทพฯ

ท่านเป็นบุตรคนแรกของ พระยานรราชภักดี ( ตรอง จินตยานนท์ ) และ นางนรราชภักดี ( พุก จินตยานนท์ )




เมื่อท่านเติบโตขั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดโสมนัสฯ และต่อมาจึงเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร เมื่อ ตอนจะจบมัธยมท่ายสอบได้ที่ ๑ ของสนามสอบ การสอบในสนามสอบนี้เป็น การสอบรวมกันหลายโรงเรียน โดย ใช้ข้อสอบเดียวกัน ฉนั้น ท่านจึงเป็นที่ ๑ ของประเทสในสมัยของท่าน เมื่อท่านจบชั้นมัธยมท่านสนใจที่จะศึกษา ต่อทางการแพทย์ เพราะ ท่านสนใจในด้านนี้มาก เห็นว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูล อนุเคราะห์ แก่ผู้ที่ต้องทุกขเวทนา เจ็บป่วย แต่โยมพ่อของท่านเป็นนักปกครอง จึงอยากให้ท่านได้เป็นนักปกครองเพื่อจะสืบตระกูลต่อไป

เมื่อโยมพ่อท่านปรารถนาเช่นนั้น ท่านก็ตามใจ โดยไปเข้าศึกษาที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน ในสมัยนั้น ซึ่งตั้ง อยู่ในวังหลวง ท่านศึกษาด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เมื่อท่านเรียนอยู่ปีสุดท้าย โรงเรียนได้ย้ายมาเป็นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ ท่านจึงเป็น บัณฑิตจุฬาฯ รุ่นแรก และ ท่านก็สอบได้ที่ ๑ อีกด้วย ท่านนิยมความเป็นที่ ๑ท่านบอกว่า ในชีวิตของคนเรา ถ้าทำอะไรให้เป็นที่๑ ได้มักจะดีเสมอเมื่อจะทำการทำงานหรือทำสิ่งใด ก็ต้อง ทำใจให้เป็นที่ ๑ มุ่งอยู่ในงานนั้นจนสำเร็จ แม้การทำสมาธิก็คือการรวมจิตให้เป็นหนึ่ง คือ เอกัคตา




เมื่อท่านจบการศึกษา ได้รับประกาศนียบัตรในวิชารัฐศาสนศาสตร์ในสมัยนั้นแล้ว ได้มีการซ้อมรบเสือป่าที่ค่ายหลวง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี (สมัยนั้นอยู่ในเขต จังหวัดกาญจนบุรี) ท่านในฐานะเสือป่าได้เข้าร่วมซ้อมรบด้วย ท่าน ได้รับหน้าที่ ให้เป็น คนส่งข่าว โดนมี จักรยานยนต์เป็นพาหนะ และ ในการซ้อมรบครั้งนี้เอง ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของ อย่างมากมาย จากความที่ตั้งใจจะเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มาเป็นข้าราชสำนัก โดนท่านไม่นึกไม่ฝันมาก่อน

เนื่องจากท่านรูปร่างผอมบาง องค์ล้านเกล้ารัชกาลที่ ๖ จึงรับสั่งถามว่า ตัวเล็กๆอย่างนี้ ถ้านำข่าวแล้ว ถูกข้าศึกดักทำ ร้ายจะสู้ไหวหรือ ซึ่งท่านเจ้าคุณนรฯ ก็กราบบังคมทูลว่า ต้องลองสู้กันดูก่อน ส่วนจะสู่ไหวหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องนึง

จากคำกราบบังคมทูลนี้ ปรากฏว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ทรงพอพระราชหฤทัยมาก ครั้นเมื่อซ้อมรบเสร็จได้มีการเลี้ยง เนื่องในการซ้อมรบครั้งนี้ และล้านเกล้า ร.๖ ได้โปรดให้ท่านได้รับใช้ใกล้เคียง และได้รับสั่งชวนให้ไปรับราชการใน วังก่อน เมื่ออายุมากกว่านี้จะออกมารับราชการฝ่ายปกครองก็จะโปรดฯ ให้เป็น เทศาฯ เสียทีเดียว

เมื่อท่านเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้โอกาสถึงเช่นนี้แล้ว จึงกราบบังคม ทูลว่าแล้วแต่จะทรงโปรดฯฉนั้นเมื่อเสร็จการซ้อมรบ ท่านก็ตามเสด็จเข้าไปอยู่ในวังเลย




ท่านเล่าว่าชีวิตของท่านระยะแรกที่เข้าไปอยู่ในวังนั้น ท่านได้ถูกตั้งข้อรังเกียจจากชาววังในสมัยนั้น ใครๆก็ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเด็กเลี้ยงควาย ถึงกับให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด เป็น เหตุให้ถูก กลั่นแกล้ง ต่างๆนานาเช่น เมื่อเข้าเวรก็มีคนเอาน้ำมาราดที่นอนของท่านเมื่อกลับมาท่านก็นอนไม่ได้เพราะที่นอนเปียกชุ่ม น้ำหมด ท่านก็อดทนไม่ปริปากบ่น หรือบอกกับใคร แต่การกลั่นแกล้งก็ไม่หยุด ท่านจึงกาวิธีแก้ไข โดยการรื้อที่ นอนทิ้ง แล้วนอนบนเหล็กแทน ที่นอนบนเหล็กนี้ก็เพราะเตียงนอนทำด้วยเหล็กและพื้นเตียงก็เป็นเหล็กเส้นพาด ไปมา ส่วนหมอนก็ไม่มีใช้ เมื่อท่านทำเช่นนี้ก็ไม่มีใครมาแกล้งได้ และ ท่านก็รู้ว่าใครแกล้งท่าน แม้เมื่อ ท่านขึ้น มาเป็นเจ้ากรมห้องพระบรรทม กลุ่มที่แกล้งท่านกลับมาอยู่ใต้บังคับบัญชา ท่านก็ไม่เคยคิดจะแก้แคล้นแต่ประ การใด ท่านให้อภัยทุกคน การให้อภัยทานนี้ทางพุทธศาสนาถึงเป็นการทำทานอย่างสูงสุด

เมื่อท่านธัมมวิตกโกได้เข้ารับราชการแล้ว ท่านก็ขวนขวายหาวิชาความรู้เพิ่มเติม เพื่อจะได้รับราชการสนองพระมหา กรุณาธิคุณได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ท่านได้จ้างครูสอนภาษาอังกฤษ และ ฝรั่งเศสจนสามารถใช้สองภาษานี้ได้ดี ท่าน ได้จ้างครูสอนวิชามวยไทย ฟันดาบ ยูโด และท่านยังสนใจวิชาโหราศาสตร์ โยคศาสตร์ และด้วยวิชานี้สามารถทำให้ ร่างกายของท่านเปลี่ยนจากบอบบาง มาเป็น ล่ำสันแข็งแรง

เนื่องจากท่านสนใจวิชาแพทย์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อมารับราชการท่านก็มิได้ละทิ้งความสนใจนี้ ท่านได้ขอให้เจ้าคุณแพทย์ พงศาฯ ผ่าดูศพด้วยตนเองเพื่อการศึกษา จนกระทั่งเจ้าคุณแพทย์พงศาฯ มอบกุญแจห้องเก็บศพให้ และจากการผ่าศพ นี้ ทำให้ท่านมีความรู้ทางกายวิภาคอย่างแตกฉาน จนสามารถบรรเทาอาการทุกขเวทนาขององค์พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวได้ จากการที่พระองค์ทรงประชวร และได้รับการผ่าตัดพระอันตะ(ลำไส้)

ท่านธัมมวิตกโก มีปกตินิสัยชอบความสงบ ท่านชอบคนตาย ท่านบอกว่าคนตายให้แต่ความดีงาม ทำให้ใจสงบ เพราะ เมื่อเห็นแล้วก็เป็นเครื่องเตือนสติว่า ทุกคนต้องตายเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็ว นอกจากนี้ความตายยังให้ความรู้เป็นอาจารย์ทาง แพทย์ได้อีกด้วย ไม่เหมือนคนเป็น ซึ่งอาจมีคุณและโทษ ถ้าพบคนเลวก็มีแต่โทษ

ฉนั้นด้วยนิสัยนี้ ถ้าตามเสด็จไป บางประอินครั้งใด ท่านต้องไปนั่ง ในป่าช้าเสมอ เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๖ ต้องการตัว ท่านก็จะรับสั่งให้คนไปตามที่ป่าช้า ท่านไม่นิยมความสนุกสนาน แต่ท่านสามารถ เล่นโขนเล่นละครได้ ท่านเคยแสดง เป็นทั้งตัวพระ และตัวนางหน้าพระที่นั่งและแสดงได้ดี จนได้รับการยกย่องในสมัยนั้น







พระยานรรัตนราชมานิต คนที่ ๔ จากขวา

ความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่๖ และ ท่านธัมมวิตกโกนั้น แต่ครั้งยังรับราชการเป็นมหาดเล็กห้องพระ บรรทม ในนามบรรดาศักดิ์ที่ พระยานรรัตนราชมานิต นั้น เป็นไปอย่างใกล้ชิดและสนิทสนมแน่นยิ่ง ตำแหน่งเจ้ากรม ห้องพระบรรทม ตลอดจนกระทั่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นถึงพระยาพานทอง ตั้งแต่อายุเพียง๒๕ปี และ ทินนามที่ว่า นรรัตนราชมานิต อันแปลว่า คนดีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงยกย่องนับถือนั้น เป็นพยานยืนยันอย่างดีถึงความ ไว้วางพระราชหฤทัย และยกย่องให้เกียรติแก่ท่านธัมมวิตกโกตั้งแต่ยังเยาว์วัย แต่ถึงกระนั้นท่านธัมมวิตกโก ก็ยังได้มี ความวิริยะอุตสาหะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่สนองพระเดชพระคุณอย่างดีที่สุดที่มนุษย์ในโลกนี้จักพึงกระทำได้ ต่อผู้มีพระ คุณแก่ตน ตลอดทั้งความจงรักภักดีและกตัญญูกตเวทีก็มีอยู่อย่างล้นพ้นจนสุดที่จะประมาณได้

ตลอดเวลาที่รับราชการประจำอยู่แต่ในเขตพระราชฐาน เป็นเวลาเกือบสิบปีนั้น ท่านไม่เคยถูกกริ้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่โดยปกตินั้นองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๖ ที่มีพระอารมณ์ร้อนกริ้วง่ายอยู่เสมอกับบุคคลอื่น แต่ สำหรับตัวท่านธัมมวิตกโกนั้น กลับตรงกันข้ามกันเลย

อันงานหน้าที่ของมหาดเล้กห้องพระบรรทมนั้น นับว่าจุกจิบหยุมหยิมมากมายพอดู เริ่มตั้งแต่พอเสด็จเข้าที่พระบรร ทม ก็ต้องถวายอยู่งานนวด อยู่งานพัดไปเรื่อยจนกว่า จะบรรทมหลับ เวลาเสด็จพระราชดำเนิน ไปยังที่ใดๆ ก็ต้องทำ หน้าที่แต่งพระองค์ หรือควบคุมการแต่งพระองค์อย่างใกล้ชิด ร่วมกับ เจ้าพนักงานภูษามาลา คอยติดจามฉลองพระ องค์ฯลฯ บางครั้งท่านต้องชุนพระสนับเพลาจีนด้วยตนเองอีกด้วย นอกจากนี้ยังต้องคอยควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเสวย พระกระยาหารเช้า และ พระเครื่องว่าง ในเวลาที่ต้องพระราชประสงค์ รวมความว่า งานรับใช้ทุกอย่างในห้องพระ พระบรรทมนั้นอยู่ในหน้าที่ของท่านโดยตลอด

ตลอดเวลาที่ ท่านรับราชการสนอง พระเดชพระคุณอยู่ในวัง เป็นเวลา ๑๐ปีนั้น ท่านไม่ เคยได้กลับมานอน ที่บ้านเลยจะออกมาเยี่ยมเยือนบ้านได้บ้าง ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

อันความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านเคยกล่าวอยู่เสมอว่า "ต้องตายแทนได้" และท่านคิดว่า ถ้าหากท่านทำผิดคิดร้ายใดๆต่อองค์ล้นเกล้า หรือ องค์ล้นเกล้าบังเกิด ความไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางพระ ราชหฤทัยในตัวท่านเมื่อใดแล้ว ท่านก็พร้อมเสมอที่จะ น้อมรับพระราชโองการ ให้เอาตัวไปประหารชีวิตตัดศรีษะ เสีย ท่านธัมมวิตกโกกล่าวอย่างหนักแน่นในเรื่องนี้ว่า เอาหัวเป็นประกันได้เลย

องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ก็คงทรงซาบซึ้ง และ ตระหนักชัดในความจงรักภักดี ของมน ตรี ในพระองค์ผู้นี้เป็นอย่างดีเช่นกัน ถึงกับคราวหนึ่งเมื่ออยู่ลำพังสองต่อสอง ได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ว่า

" ตรึก นี่เราเป็นเพื่อนกันนะ แต่เวลาออกงานออกการแล้วเราจึงจะเป็นเจ้าเป็นข้ากัน "

พระราชดำรัสนี้ เป็นที่จับใจท่านธัมมวิตกโก พระยานรรัตนราชมานิตเป็นอย่างยิ่ง




ท่านธัมมวิตกโก ในพรรษาแรก

ท่านธัมมวิตกโก มีความซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณ จึงเป็นเหตุ ให้ท่านตัดสินใจ "บวชหน้าไฟ" เพื่ออุทิศถวายเป็น พระราชกุศล ในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งความตั้งใจแต่เดิมว่าจะบวชถวายพระราชกุศลก่อน จึงจะสึกออกมา แต่งงานกับครูชุบ เมนะเศวต ซึ่งผู้ใหญ่ตกลงหมั้นกันไว้ แต่ยังไม่กำหนดแต่งงาน และ ท่านจึงได้บวชเพื่อจะอุทิศถวาย เป็นพระราชกุศล เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ที่วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระ อุปัชญายะ พระอุดมศัลคุณ และ พระพุทธวิริยากร เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ แต่ผลสุดท้ายเมื่อ บวชแล้ว ท่านก็ผลัดการสึกเรื่อยมา จาก ๑พรรษาเป็น ๓ พรรษา จาก ๓พรรษาเป็นไม่มีกำหนด ซ้ำยังอบรมสั่งสอนหลัก ธรรมะ ชักจูงครูชุบ จนครูชุบได้บวชชีเป็นอุบาสิกา อยู่ในพระบวรพุทธศาสนาระยะหนึ่ง เป็นเวลาหลายปี แต่โดยความ จำเป็นของชีวิต เกิดความไม่สะดวกในการที่จะครองความเป็นชีอุบาสิกาไว้ได้ตลอด จึงสึกออกมา แต่ก็ยังครองชีวิตเป็น โสดเป็นแม่พิมม์ของชาติ มีอาชีพเป็นครูสอนเด็กตลอดมาและ ยังคงความเคารพบูชา ซื่อสัตย์ สุจริต เด็ดเดี่ยวในตัวท่าน ธัมมวิตโก และ การบวชถวายพระราชกุศลนี้ซึ่งเป็นการบวชตลอดชีวิต อย่างมิเสื่อมคลาย







ข้อมูลโดย : ร.ต.การุณย์ เหมวนิช

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต รับราชการจนกระทั่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 สวรรคต ท่านจึงได้บวชอุทิศถวายพระราชกุศล เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2468 ที่วัดเทพศิรินทราวาสโดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุดมศีลคุณและพระพุทธวิริยากร เป็นพระกรรมวาจาจารย์และอนุสาวนาจารย์ ท่านได้บอกว่าตำแหน่งของท่านนี้ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตก็จะบวชถวายพระราชกุศล มีตัวอย่างมาเสมอแต่ไม่มีใครบวชถวายตลอดชีวิตตั้งแต่หนุ่มเหมือนท่าน ส่วนท่านเองนั้นครั้งแรกก็ไม่ได้คิดจะบวชถวายตลอดชีวิตเช่นกัน แต่จะเพราะเหตุใดท่านจึงไม่ลาสิกขา ผมจะไว้กล่าวตอนต่อไป ตอนนี้จะขอกล่าวถึงเหตุใดท่านจึงได้มาบวชที่วัดเทพศิรินทราวาสก่อน ในเมื่อบ้านท่านก็อยู่ใกล้วัดโสมนัส และท่านเองก็เรียนที่วัดโสมนัส ท่านมีอะไรเกี่ยวข้องกับวัดเทพศิรินทราวาสมาก่อนหรือ ตอนนี้แหละที่วิชาดูลายมือได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านดังที่ผมได้ กล่าวมาข้างต้น ท่านบอกว่าเมื่อท่านตัดสินใจแน่วแน่ที่จะบวชแล้ว ท่านพิจารณาเห็นว่าการบวชนี้ก็เท่ากับว่าได้เกิดในเพศใหม่ มีพระอุปัชฌาย์เป็นพ่อ ฉะนั้นท่านก็ควรจะเลือกพ่อให้ดีที่สุดในเมื่อท่านมีสิทธิ์จะเลือกได้ วิธีเลือกของท่านนั้นท่านได้อาศัยวิชาดูลายมือและวิชาดูลักษณะเป็นหลักเกณฑ์ โดยท่านได้นำภัตตาหารไปถวายพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น เวลาจะประเคนท่านแอบดูลายมือขณะที่พระรับประเคนของบ้าง ขอดูบ้างเมื่อมีโอกาสสมควรและไม่ขาดคารวะ ท่านทำดังนี้อยู่หลายวัดจนกระทั่งถึงวัดเทพศิรินทราวาส ท่านได้เห็นลายมือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ตลอดจนเห็นลักษณะทุกอย่างแล้วท่านก็ปลงใจว่า จะเลือกสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพ่อในการเกิดเป็นพระภิกษุในครั้งนี้ ท่านจึงได้มาขอบวชที่วัดเทพศิรินทราวาส นอกจากนี้เมื่อสมัยที่ท่านรับราชการอยู่ท่านก็ได้รู้จักสมเด็จอุปัชฌาย์มา ก่อนแล้ว โดยสมเด็จไปเทศน์ในวัง ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าท่านธมฺมวิตกฺโกเป็นผู้สุขุมละเอียดอ่อนมากในการจะ ตัดสินใจทำอะไร โดยมากท่านจะคิดวางโครงการเป็นขั้นเป็นตอนว่า จะทำอะไร และทำให้ได้เพียงใดก่อนเสมอ

ส่วนเรื่องที่ท่านไม่ได้คิดบวชจนตลอดชีวิตมาแต่แรก แล้วทำไมจึงตัดสินใจบวชจนตลอดชีวิตนั้น ท่านบอกว่าตามโครงการของท่านนั้น ท่านได้วางไว้ว่าจะบวชถวายพระราชกุศลเพียงหนึ่งพรรษา แล้วหลังจากนั้นท่านจะแต่งงานแล้วเดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกา แล้วจะกลับมารับใช้ชาติต่อไป แต่เมื่อบวชครบพรรษาแล้ว ท่านกลับไม่คิดลาสิกขา เหตุที่ท่านไม่ลาสิกขานี้ท่านบอกว่า เพราะได้กัลยาณมิตรในทางธรรมแล้วคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระอุปัชฌาย์ของท่านเอง สมเด็จฯ ได้สอนเรื่องอริยสัจสี่แก่ท่าน จนท่านเห็นความทุกข์ที่แทรกซ้อนอยู่ในความสุข จนกล่าวได้ว่าไม่มีความสุขใดในชีวิตฆราวาสที่จะไม่มีความทุกข์ซ้อนอยู่ใน ความสุขนั้น และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของท่านที่ผ่านมา ท่านก็เห็นได้ชัดเจนว่า ชีวิตเป็นทุกข์อย่างแท้จริง และอยากจะใฝ่หาทางพ้นทุกข์ อย่างไรก็ดีท่านก็บอกว่าท่านยังไม่ตัดสินใจจะบวชตลอดชีวิตอยู่นั่นเอง แต่จะบวชไปก่อน การบวชไปก่อนของท่านนั้นไม่ได้บวชอย่างขอไปทีหรือบวชอย่างคนที่ตัดสินใจไม่ ได้ว่าจะลาสิกขาหรือไม่ ซึ่งการบวชดังกล่าวมานี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บวชแต่อย่างใด นอกจากจะอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ แต่สำหรับท่านธมฺมวิตกฺโก ท่านไม่ได้ปล่อยให้เวลาล่วงไปวันหนึ่ง ๆ อย่างเปล่าประโยชน์ ท่านบวชและเจริญสมาธิอย่างเข้มงวดในช่วงระยะเวลานี้ เพียงแต่ยังไม่ได้ตั้งใจจะบวชจนตลอดชีวิตเท่านั้น และจากการปฏิบัติของท่านนี้ ก็เกิดผลให้ท่านสมดังใจทำให้ท่านตัดสินใจได้ภายหลัง ผมได้เรียนถามท่านว่าแล้วท่านตัดสินใจบวชตลอดชีวิตเมื่อใด ท่านบอกว่าท่านตัดสินใจหลังจากบวชแล้วประมาณ 6 ปี ขณะนั้นท่านเกิดเบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่าง มีความบันเทิงแต่ในทางธรรมเพียงอย่างเดียว และเห็นความเป็นอนิจจังของบ้านเมือง จนเล็งเห็นว่าแม้ท่านจะลาสิกขาออกไป ท่านก็ไม่อาจจะไปใช้ชีวิตดังเดิมได้ ในเมื่อจิตใจของท่านเบื่อหน่ายต่อชีวิตการครองเรือน มองเห็นแต่ความทุกข์ หากลาสิกขาบทไปก็เท่ากับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอีก ในเมื่อท่านได้ก้าวออกมาจากชีวิตนั้นแล้ว เป็นอิสระแล้ว จะย้อนกลับไปใช้ชีวิตเช่นนั้นอีกทำไมเล่า เหมือนก้าวขึ้นมาจากโคลนตมแล้วกลับกระโดดลงไปอีกฉะนั้น ส่วนที่ท่านบอกว่า เห็นความเป็นอนิจจังของบ้านเมืองจนคิดเบื่อหน่ายนั้นก็คือ เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงตั้งสมาคมเจ้า และท่านปรีดี พนมยงค์ ตั้งสมาคมราษฎร์ขึ้นมา ท่านจึงพิจารณาเห็นว่าท่านไม่อาจไปใช้ชีวิตฆราวาสได้อีกอย่างแน่นอน เพราะชีวิตฆราวาสเป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้โดยไม่รู้ว่าต่อสู้ไปทำไม เพื่ออะไร ในเมื่อชีวิตนี้เป็นทุกข์ควรจะต่อสู้เพื่อให้พ้นทุกข์มิดีกว่าหรือ การที่ท่านตัดสินใจอย่างนี้ ผมคิดว่าคงจะเป็นผลจากการเจริญสมาธิของท่านนั่นเอง ท่านเองก็เคยปฏิเสธตำแหน่งทางราชการมาแล้ว เมื่อครั้งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 รับสั่งให้เจ้าคุณไพชยนต์เทพฯ (ทองเจือ ทองใหญ่) มาติดต่อให้ไปรับราชการกับพระองค์ท่าน ซึ่งท่านธมฺมวิตกฺโกก็ได้กล่าวตอบในเชิงปฏิเสธว่า “ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ชุบเลี้ยงมาก็เปรียบเสมือนแปรธาตุตะกั่วเป็นทองคำ แม้จะทรงนำไปชุบเลี้ยงอย่างไรอีกก็เท่ากับเอาทองคำไปลงยาฝังเพชรเท่านั้น” และเพื่อเป็นการยืนยันว่า พระองค์ท่านต้องการให้กลับไปรับราชการอย่างแท้จริง ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ทรงแต่งตั้งท่านธมฺมวิตกฺโกเป็นองคมนตรีของพระองค์ท่าน เมื่อ 4 เมษายน 2469 ในขณะที่ยังครองสมณเพศอยู่ ก่อนที่ท่านธมฺมวิตกฺโกจะบวชนั้นท่านมีทรัพย์สินมากพอจะเป็นเศรษฐีในสมัย นั้นได้ เมื่อท่านบวชแล้วท่านก็ได้บริจาคทรัพย์สินที่ท่านมีอยู่ให้เป็นสมบัติแก่พระ ศาสนา โดยท่านได้บริจาค

1. ที่ดินที่จังหวัดนครปฐม จำนวน 7 ไร่ ได้ถวายให้แก่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2470

2. ที่ดินที่ตำบลพญาไท อำเภอดุสิต นครหลวงฯ (พระนคร) จำนวนเนื้อที่ดิน 5 ไร่ 67 ตารางวา ได้ถวายให้แก่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2475

ที่ดินเหล่านี้ หากจะขายในเวลานี้ (พ.ศ. 2516) คงจะมีมูลค่านับสิบล้านบาท ส่วนในด้านคู่ครองท่านก็มีคู่หมั้นอยู่ก่อนที่จะบวชคือ คุณชุบ มานะเศวต นับว่าชีวิตของท่านในทางฆราวาสไม่ขาดตก

บกพร่อง หากท่านไม่บวชท่านก็สามารถใช้ชีวิตของฆราวาสได้อย่างสบายไม่เดือดร้อน และไม่อดตายอย่างที่ใคร ๆ เขาว่าท่าน แต่ท่านกลับสละทรัพย์สมบัติ คนรัก จนหมดสิ้น ท่านบอกว่าคุณหญิงซึ่งเป็นพี่สาวคุณชุบบอกว่า คุณชุบหมั้นกับใครก็ไม่หมั้นมาหมั้นกับพระยานรรัตนฯ บ้า ๆ หมั้นเขาแล้วกลับบวชไม่สึก ตอนนี้ผมได้เรียนถามท่านว่าทำไมเลือกคุณชุบเป็นคู่หมั้น ท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไร ท่านบอกว่าท่านเลือกคุณชุบ เพราะคุณชุบไม่สวยและดื้อเหมือนกับท่าน และอีกอย่างหนึ่งคุณชุบเป็นลูกคุณหลวง ท่านบอกว่าท่านรักและเคารพคุณพ่อของท่าน ไม่ต้องการแต่งงานกับผู้หญิงที่บิดามีฐานะเหนือกว่าคุณพ่อของท่านซึ่งมี บรรดาศักดิ์เป็นคุณพระ เพราะท่านเกรงว่าจะไม่ให้ความเคารพคุณพ่อของท่าน ปัจจุบันนี้คุณชุบก็ยังมีชีวิตอยู่และเป็นหญิงใจเดียว คุณชุบ มานะเศวต ครองตัวเป็นโสดตลอดมาโดยไม่ได้แต่งงานกับใคร นับว่าเป็นยอดหญิงที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อท่านธมฺมวิตกฺโกมรณภาพ คุณชุบก็มาเคารพศพอยู่เสมอ และทำบุญอุทิศให้แก่ท่านตามกำลังความสามารถ (หากคุณชุบได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะคิดอย่างไรผมไม่อาจคาดได้ ผมได้แต่ตั้งจิตขออภัยไว้ในที่นี้ หากมีอะไรไม่สมควรก็ขออภัยด้วย เพราะการเขียนประวัติของท่านนั้นไม่อาจจะไม่กล่าวถึงคุณชุบได้เลย ผมเขียนตามที่ท่านบอกเล่าให้ฟังและด้วยความเคารพอย่างสูงสุดต่อท่านธมฺมวิ ตกฺโก ผู้มีคุณต่อผมอย่างมหาศาล ผมพยายามจะเขียนทุกอย่างที่ท่านเล่าให้ฟัง ไม่ปรารถนาจะให้เสื่อมเสียแก่ใคร ในทางกลับกันผมปรารถนาจะเขียนเพื่อเทิดทูนท่านธมฺมวิตกฺโกและทุกคนที่เกี่ยว ข้องกับท่าน) สำหรับเรื่องของคุณชุบท่านได้เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากท่านบวชแล้วคุณชุบก็บวชบ้างโดยไปเป็นอุบาสิกาถือศีลอยู่ที่วัดโสมนัส ตลอดเวลาที่ท่านบวชท่านห้ามมิให้คุณชุบมาเยี่ยมเยียนท่านเว้นแต่มีธุระจำ เป็น ท่านเกรงจะเป็นที่ครหาของผู้อื่น ท่านบอกว่าเมื่อคุณชุบถือศีลอยู่หลายปี คุณชุบมาหาท่านบอกว่าจะขอลาสึก เพราะเห็นว่าชีวิตของอุบาสิกาไม่สู้จะทำประโยชน์ให้แก่ใครมากนัก หากสึกแล้วไปเป็นครูสอนหนังสือดูจะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งท่านก็อนุญาต ท่านธมฺมวิตกฺโกเคยพูดถึงคุณชุบตอนนี้ว่าเขาเก่งเหมือนกัน ท่านธมฺมวิตกฺโกท่านชอบพูดอะไรตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ท่านบอกว่า “อาตมาพูดจาไม่ค่อยอ่อนหวาน เป็นคนขวานผ่าซาก” แม้เมื่อรับราชการอยู่ในวังท่านก็พูดตรงจุดตรงเป้าเสมอ บางท่านอาจจะเห็นว่าท่านพูดจาหยาบคาย แต่หากท่านผู้อ่านมาเห็นได้ยินขณะท่านพูดแล้วจะรู้สึกว่าท่านไม่หยาบเคยเลย เห็นจะเป็นว่าขณะที่ท่านพูด ท่านพูดด้วยจิตใจบริสุทธิ์ไม่ประสงค์จะให้หยาบคาย หากประสงค์จะให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ท่านเคยกรุณาให้โอวาทสั่งสอนผมหลายครั้ง แต่ละครั้งท่านพูดอย่างชนิดที่เรียกว่าสะใจทุกครั้ง เมื่อจบแล้วท่านจะบอกว่าที่ต้องพูดอย่างนี้ต้องการให้เจ็บต้องการให้จำ คนเราเจ็บแล้วจำและพยายามกลับตัวใหม่เป็นคนดี ท่านสอนเสมอว่าเมื่อทำผิดแล้วไม่ต้องเสียใจ แต่ให้พยายามจำไว้เป็นบทเรียนว่าจะไม่ทำผิดเช่นนั้นอีก และท่านจะยกคำกลอนในอุทานธรรมมาสอนว่า

ปิ้งปลาหมองอแล้วกลับนี่คำขำ

เจ็บแล้วจำใส่กระบาลนี่ขานไข

ผิดแล้วแก้กลับตัวเปลี่ยน หัวใจ

จะหาใครมาวอนไม่สอนตน

คำกลอนในอุทานธรรมนี้ท่าน ธมฺมวิตกฺโก ท่านจำได้หมดและมักจะยกมาพูดเมื่อเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านพูดถึง ท่านบอกว่าผู้แต่งอุทานธรรม คือ ท่านเจ้าคุณสาสนโสภณ (แจ่ม จตสฺสลฺล) ได้เอาคำกลอนนี้มาให้ท่านระหว่างสงคราม ตอนนั้นไม่ค่อยจะมีใครอยู่วัด สมเด็จอุปัชฌาย์ก็ไปอยู่วัดเขาบางทราย ชลบุรี ท่านเจ้าคุณสาสนโสภณได้มาเยี่ยมท่านและถามว่ายังไม่ตายหรือ ท่านก็ตอบว่ายังไม่ตาย ท่านได้มอบอุทานธรรมให้ท่านเล่มหนึ่ง และท่านก็ท่องจำได้แต่นั้นมา ใครก็ตามที่เคยพบท่านจะต้องเคยได้ยินท่านให้พรว่า “จงเลือกทำแต่กรรมที่ดี ๆ นะ” ซึ่งก็มีที่มาจากอุทานธรรมเช่นกัน โดยมีบทเต็มว่า

รักษาตัวกลัวกรรมอย่าทำชั่ว

จะหมองมัวหม่นไหม้ไปเมืองผี

จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีดี

จะได้มีความสุขพ้นทุกข์ภัย

คำให้พรของท่านที่ว่า จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีดีนั้น ผมเคยเรียนถามว่าชีวิตของคนไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาไม่มีโอกาสจะทำกรรมดีเลย เพราะไปเกิดในประเทศที่ไม่สมควร ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร ท่านบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็สุดแต่บุพกรรม แต่โดยปกติแล้วคนใจแข็งต้องเว้นจากกรรมชั่วเลือกทำแต่กรรมดีได้ และท่านได้กรุณาบอกถึงลักษณะของคนใจแข็งว่าจะต้องประกอบด้วย

1. ไม่บ่น

2. ไม่ร้องทุกข์

3. ไม่อยากรู้ความลับของใคร

4. ไม่บอกความลับของตนแก่ใคร

5. ไม่สนใจใครว่าจะเห็นตนเป็นอย่างไร

6. ไม่กลัวความทุกข์ยาก

7. รู้จักเอาความทุกข์ยากมาเป็นประโยชน์สร้างความก้าวหน้าในชีวิต

เมื่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนในกรุงเทพฯ ได้อพยพออกไปอยู่บ้านนอกกันเป็นส่วนมาก ไม่ยกเว้นแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า พระในวัดเทพศิรินทราวาสก็อพยพ แต่ท่านธมฺมวิตกฺโกไม่ได้ไปไหนเลย ท่านอยู่ที่กุฎิของท่านตลอดระยะเวลาสงครามครั้งนี้ ท่านได้เล่าเหตุการณ์ว่าทางด้านหลังวัดซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณสุสานหลวงได้ มีทหารญี่ปุ่นมาพักเต็มไปหมด และอาบน้ำในสระของวัดซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นสระเต่า ที่หน้ากุฏิของท่านเดิมเป็นศาลาใหญ่ ปัจจุบันได้รื้อออกแล้วสร้างเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

ที่ศาลานี้ในระหว่างสงครามโลกได้มีญี่ปุ่นเอาเครื่องรับวิทยุมาตั้ง โดยเห็นว่าเป็นวัดไม่เป็นที่สงสัย และมีเจ้าหน้าที่มาคอยควบคุมเครื่องส่งวิทยุนี้ วันหนึ่งมีผู้มาบอกท่านว่าจะมีเครื่องบินเอาระเบิดมาทิ้งเครื่องวิทยุที่ ตั้งอยู่ที่ศาลาให้ท่านหลบไปเสีย ท่านเล่าว่าท่านไม่ยอมหลบแต่กลับนั่งรอคอยอย่างสงบ เวลาประมาณหลังเที่ยงวันมีเสียงเครื่องบินผ่านมา ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมาดูเห็นเครื่องบินวนอยู่หลายรอบและที่สุดก็ทิ้ง ระเบิดลงมา ท่านได้ร้องถามในใจว่า “Do you kill me, my friend?” แล้วก็มองดูลูกระเบิด ปรากฏว่าลูกระเบิดได้ผ่านศาลาและกุฏิท่านไป ลูกแรกไปตกข้างโบสถ์ ถัดจากนั้นก็ไปตกถูกตึกโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์และตึกที่ทำการของการรถไฟแห่ง ประเทศไทย ผลปรากฏว่าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ คือ ตึกแม้นนฤมิต และตึกของการรถไฟฟังพินาศ ส่วนลูกที่ตกข้างโบสถ์นั้นไม่ระเบิด ภายหลังได้ติดต่อเจ้าหน้าที่มาขุดเอาไป ท่านบอกว่าพระเชียงแสนและพระประธานในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าลูกระเบิดที่ตกนั้นระเบิดขึ้นมา โบสถ์ก็คงพังเสียหายมาก ท่านผู้อ่านที่นับถือท่านอาจจะคิดว่าที่ลูกระเบิดด้านไปเพราะความ ศักดิ์สิทธิ์ของท่านธมฺมวิตกฺโก แต่สำหรับผมไม่ขอวิจารณ์ด้วย สำหรับท่านเองท่านไม่กลัวความตาย จึงไม่อพยพหนีไปไหน ท่านบอกว่าความตายคือมิตรที่ดีที่สุด นำความสงบมาให้ และเป็นมิตรที่ซื่อตรงจะมาถึงทุกคนอย่างแน่นอนไม่ว่าจะมั่งมียากจนดีหรือ ชั่ว จะต่างกันก็แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น นอกจากนี้การระลึกถึงความตายเป็นอนุสติอีกด้วย ถึงตอนนี้ท่านธมฺมวิตกฺโกก็ยกเอากลอนในอุทานธรรมมากล่าวว่า

ระลึกถึงความตายสบายนัก

มันหักรักหักหลงในสงสาร

ทั้งมืดมนโมหันต์อันธกาล

ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ

ท่านธมฺมวิตกฺโกอยู่ในวัดเทพศิรินทราวาสตลอดระยะสงครามโดยปลอดภัย เวลากลางคืนท่านก็ลงจำวัดในหีบศพที่โยมพ่อต่อเอามาให้ แล้วใช้จีวรคลุมบนหีบศพต่างมุ้ง ท่านบอกว่าหากพลาดพลั้งระเบิดตกลงมา เวลาคนมาเก็บศพก็ไม่ลำบาก ท่านไม่ยอมออกจากวัดจริง ๆ การไม่ยอมออกจากวัดนี้เป็นความตั้งใจเด็ดขาดของท่านเอง แม้เมื่อโยมพ่อและโยมแม่เสียชีวิตท่านก็ไม่ยอมออกไปเยี่ยมศพ เพียงแต่สั่งการให้ใครทำอะไร และทำอย่างไรเท่านั้น นอกจากนี้ท่านบอกวาท่านได้นั่งสวดอุทิศส่วนกุศลไปให้

ท่านธมฺมวิตกฺโกมีหนังสือไว้สำหรับแจกผู้ที่ไปหาท่าน ชื่อหนังสือ สันติวรบท โดยมีคำสอนของท่าน 9 ข้อ นอกจากนั้นก็เป็นบทสวดมนต์และอื่น ๆ ผมได้เคยรับแจกจากท่านตั้งแต่คำสอนของท่านยังมีเพียง 6 ข้อ แต่มาเมื่อท่านพิมพ์เพิ่ม ผมก็ได้รับแจกจากท่านเรื่อยมาจนเล่มสุดท้ายที่ท่านพิมพ์มีคำสอนของท่าน 9 ข้อ มีคำสอนหนึ่งท่านให้ชื่อว่าดอกมะลิ ตอนนั้นยังไม่พิมพ์รวมในเล่มเดียวกัน แต่ท่านพิมพ์ในแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยม ท่านได้แจกให้กับผมเมื่อปี พ.ศ. 2510 พร้อมกับกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง เป็นรูปดอกบัวมีแปดกลีบ และมีรูปเพชร 3 เม็ดอยู่บนดอกบัวนั้น ท่านได้อธิบายให้ฟังว่า ดอกบัวที่มีแปดกลีบหมายถึงอริยมรรคอันมีองค์แปดและเพชรหมายถึงพระรัตนตรัย นอกจากนี้ดอกบัวเป็นดอกไม้อันเกิดมาแต่โคนตมแต่น้ำ แต่ดอกบัวก็ไม่ติดโคลนติดน้ำ เพชรเกิดมาแต่หินแต่เพชรก็ไม่ติดหิน ฉันใดก็ดี คนเราที่เกิดมาในโลกก็ไม่ควรติดโลกฉันนั้น และภาพอันเกิดจากจินตนาการของท่านธมฺมวิตกฺโกนี้ ผมได้เอามาเป็นภาพปกของหนังสือเล่มนี้แต่เขียนขึ้นใหม่เพราะภาพเดิมหายไป ส่วนคำสอนที่มีชื่อว่าดอกมะลิ ต่อมาท่านได้พิมพ์รวมในหนังสือสันติวรบท ท่านบอกว่าหนังสือสันติวรบทนี้ ท่านพลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ได้พิมพ์ถวาย และคุณสุชีพ ปุญญานุภาพ เป็นคนตรวจแก้ถวาย ขอให้เก็บให้ดีเอาไว้ที่หัวนอน เวลานอนจะได้อ่าน จะได้เอาธรรมะเป็นเพื่อนนอน เวลาท่านจะให้ใคร ถ้าเป็นผู้ชายท่านจะเอาใส่กระเป๋าเสื้อให้ ถ้าเป็นผู้หญิงท่านจะวางให้บนศรีษะ ถ้าเสื้อใครไม่มีกระเป๋าบางครั้งท่านก็ไม่ให้โดยบอกว่าวันหลังค่อยมาเอา ท่านจะสั่งว่าให้ไปทำปกให้ดีอย่าปล่อยให้ชำรุดเสียหาย ถ้านิยมความศักดิ์สิทธิ์ก็ให้ถือเอารูปพระที่หน้าปกหนังสือ ถ้ามีศรัทธาในเรื่องกรรมก็ให้ถือเอาคำสั่งสอนในหนังสือนั้นไปประพฤติปฏิบัติ เพราะผู้ใดปฏิบัติธรรมแล้วธรรมจะรักษาผู้ประพฤติปฏิบัติไว้ไม่ให้ตกต่ำเป็น ของแน่นอนยิ่งกว่าความศักดิ์สิทธิ์ใดในโลกนี้ หนังสือสันติวรบทนี้เล่มแรกที่ข้าพเจ้าได้รับเป็นปกสีเหลืองไม่มีรูปอะไร ต่อมาท่านได้ทำเป็นรูปพระแก้วองค์เดียว และต่อมาเมื่อพิมพ์ครั้งหลังท่านได้เพิ่มรูปพระพุทธชินราช พระพุทธสิหิงค์เป็นรูปพระสามองค์ อันนับได้ว่าเป็นพระประจำเมืองของเรา ใครที่ได้รับหนังสือของท่านผมมั่นใจว่า หนังสือนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพระเครื่องใด ๆ ของท่าน ถ้าจะนับถือความศักดิ์สิทธิ์ ขอให้เก็บรักษาไว้ให้ดีเถิด บัดนี้ท่านก็ละโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะได้รับหนังสือนี้จากท่านอีกต่อไป ท่านธมฺมวิตกฺโกไม่เคยสอนให้ใครเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์ แต่สอนให้เชื่อในเรื่อง
ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์