เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719






เมื่อหม่อมเจ้า พระศรีสุคตคัตยานุวัตรออกจากหน้าที่เจ้าอาวาสแล้ว โปรดให้พระอมราภิรักขิต(ญาณวโร เจริญ) เป็นเจ้าอาวาสต่อมา แต่วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ในปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ นั้นมีสำเนาทรงตั้งของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งครั้งนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ฯ ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ในตำแหน่งสมเด็จเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตติกนิกาย ดำเนินตามกระแสพระบรมราชโองการดังนี้




ในปีแรกเป็น เจ้าอาวาส ท่านมีอายุ ๒๗ ปี พรรษา ๗ อยู่ที่กุฏีหม่อมแย้มในคณะใต้ซึ่งอยู่มาแต่เดิมประมาณ ๓ ปี ภายหลังพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้น มีกระแสรับสั่งให้ย้ายมาอยู่ที่กุฏีเจ้าพระยานรรัตน ฯ ในคณะกบาง เพื่อสะดวกในทางปกครอง เมื่อก่อนเป็นเจ้าอาวาสก็ได้โปรดให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรีอยู่ ตำแหน่งหนึ่งแล้ว ทั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้เป็นผู้กำกับวัดสัมพันธวงศ์อีกส่วนหนึ่ง ท่นปฎิบัติการเป็นที่ต้องพระราชประสงค์โดยมาก ดังจะเห็นได้จากความในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งซึ่งสำเนาดังนี้




การ ที่นำสำเนาพระราชหัตถเลขามาลงไว้นี้ ด้วยหวังว่าจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นความอุตสาหะของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งได้ทำให้ปรากฎในหน้าที่ผู้อำนวยการศึกษามณฑลนั้น ต่อมาก็โปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑล ทางมหามกุฎราชวิทยาลัยก็โปรดให้เป็นกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่ง คุณสมบัติอันสัมพันธ์กับวิธีปกครองของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบเป็นเค้าเงื่อน ประกอบกับที่เคยได้ฟังท่านแนะนำพระบางรูปที่จะออกวัดไปเป็นสมภาร เห็นว่าควรจะกล่าวไว้เป็นสังเขปในที่นี้ เพื่อแสดงลักษณะการปกครองของท่าน ซึ่งเป็นเหตุให้วัดที่นับว่าเจริญในยุคที่ ๔ นั้น มีความรุ่งเรืองต่อมาได้อย่างไร หลักสำคัญในการเริ่มต้นปกครอง จะต้องปลูกความนิยมให้เป็นภาคพื้นก่อน ด้วยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเห็นความอุตสาหะในการทำคุณประโยชน์ค่อยผ่อนผัน อะลุ้มอล่วยให้การดำเนินไปโดยเรียบร้อย นี่เป็นข้อหนึ่งที่ท่านได้พยายามมาแล้วโดยลำดับ ยังมีคุณสมบัติของท่านอีก ๔ ข้อ ซึ่งเป็นเครื่องสนับสนุนการปกครองเป็นอย่างดียิ่ง ได้แก่ ความอดใจ ความแช่มชื่น การทำจริง และการทำตัวอย่างอันดี ดังจะเห็นได้ในอาการปกครองของท่าน คือ ๑. มีเหตุบางอย่างที่ทำให้ช้ำใจบ้าง ทำให้ขุ่นใจบ้าง ท่านก็พยายามอดกลั้น ไม่แสดงอาการผลุนผลันให้ปรากฎ แต่ก็ไม่เก็บไว้เป็นเครื่องอัดใจ คิดอ่านแก้ไขปฏิบัติการไปตามสมควร ๒. ในการตักเตือนว่ากล่าวผู้อยู่ในปกครอง ตามความผิดที่ทำโดยละเมิดหรือโดยบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านไม่เคยใช้คำหยาบและไม่เคยแสดงกิริยาเอะอะตึงตัง ค่อยพูดจาว่ากล่าวชี้แจงให้ผู้ผิดสำนึกต่อโทษของตน อันนี้ก็นับเป็นวิธีช่วยเหลือผู้ผิด ให้มีกำลังใจคิดในทางถูกต่อไปตามสมควร เหมือนแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดเนื้อร้าย จำเป็นต้องบำรุงกำลังคนไข้ให้มีขึ้นเพียงพอก่อนจึงจะเกิดผลดีในการรักษา ๓. ทำการไม่โลเลด้วยอาศัยความบากบั่นและเอาใจใส่โดยสม่ำเสมอ ๔. ความประพฤติของท่านสมกับเป็นผู้นำจริง ๆ คือไม่ใช่แต่ตั้งใจสั่งสอนผู้อื่นฝ่ายเดียว ท่านก็ได้พยายามบำเพ็ญปฎิบัติอยู่โดยเคร่งครัด แม้เพียงจรรยาเล็กน้อยที่มักให้อภัยกัน ท่านก็ระวังไม่ให้บกพร่อง สำหรับข้อนี้บรรดาศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดย่อมจะทราบได้ดี เพราะได้เห็นอยู่โดยปกติแล้ว ข้อทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจะเห็นไปว่าเป็นการพูดเพื่อยกย่องจะทราบได้ดี เพราะได้เห็นอยู่โดยปกติแล้ว ข้อทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าจะเห็นไปว่าเป็นการพูดเพื่อยกย่องอย่างเดียว ก็ควรจะรวมพรรณนาในประวัติของท่านโดยตรงดีกว่า แต่เป็นความจริง และสมควรที่ข้าพเจ้าจะต้องขอยืนยันซ้ำอีกว่า ควรจะกล่าวเป็นสังเขปในที่นี้ได้ เพื่อแสดงลักษณะการปกครองของท่าน ซึ่งเป็นเหตุให้วัดที่นับว่าเจริญขึ้นในยุคที่ ๔ นั้นมีความรุ่งเรืองต่อมาได้อย่างไร และคุณสมบัติเช่นที่กล่าวแล้ว จำจะต้องมีเพื่อเป็นอุปกรณ์ในการครองวัดหรือไม่ ถ้ามีได้จริง จะเป็นคุณแก่วัดอย่างไรนั้นย่อมทราบกันดีแล้ว

เมื่อเริ่มรับหน้าที่เจ้าอาวาสนั้น มีภิกษุที่อยู่ประจำวัด ๔๖ รูป สามเณร ๓๐ รูป มีพระแก่พรรษากว่า ๑๔ รูป ในพรรษาต่อ ๆ มาลดลงบ้าง ไล่เลี่ยกับจำนวนนั้นบ้าง ภายหลังค่อยมากขึ้นโดยลำดับ จนถึงมีภิกษุจำพรรษา ๑๔๔ รูป สามเณร ๔๗ รูป รวม ๑๙๑ รูป ตอนปลายนี้ในปีหนึ่ง ๆ บวชพระอย่างน้อย ๓๙ รูป อย่างมาก ๖๗ รูป ในการรับอุปสมบทกุลบุตรตอนแรกกราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌายะประจำ ท่านเป็นแต่อุปสัมปทาจารย์ ถึงปีมะแม พ.ศ.๒๔๕๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้นทรงตั้งท่านมีพรรษา ๑๕ ให้เป็นอุปัชฌายะในวัดนี้ กับทั้งวัดขึ้นของวัดนี้ และวัดธรรมยุตในมณฑลปราจีนบุรี วัดสัมปทวน วัดเสนหา ในจังหวัดนครปฐม แต่บางคราวก็ยังได้กราบทูลเชิญเสด็จมาเป็นพระอุปัชฌายะในวัดนี้บ้าง เช่นในคราวอุปสมบทสามเณรที่เป็นเปรียญเป็นต้นเฉพาะที่ท่านเป็นอุปสัมปทา จารย์ มีอันเตวาสิกโดยลำดับมาเป็นจำนวน ๓๕๒ รูป ส่วนที่เป็นอุปัชฌายะให้บรรพชาอุปสมบทเป็นสามเณร ๑,๐๑๙ รูป เป็นภิกษุ ๓,๑๑๒ รูป ซึ่งนับตั้งแต่วาระแรกสืบมาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ นี้ รวมภิกษุสามเณรทั้งหมด ๔,๔๘๓ รูป

อุบาสกอุบาสิกาที่มาฟังธรรมจำศีล ในต้นยุคนี้มีเป็นพื้นไม่เกิน ๒๐ คน ต่อมาค่อยมากขึ้น ๆ ในวันธรรมสวนะนอกพรรษาประมาณ ๓๐๐ คนเศษ ถ้าภายในพรรษาอย่างมากถึง ๘๐๐ คนเศษ

แบบธรรมเนียมโดยมากคงอยู่ตามเดิม แต่เมื่อจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งก็อนุโลมตามแบบวัดบวรนิเวศ วิหารที่เป็นหลักอยู่แล้ว ในที่นี้สมควรจะชี้แจงให้ปรากฎว่ามีอยู่อย่างไรบ้าง เพื่อบันทึกไว้ชั้นหนึ่ง เมื่อต่อไปจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ก็จะทราบได้ว่าแก้ข้อไหน เปลี่ยนจากรูปใด เพราะเหตุอะไร ในข้อเหล่านี้ คือ

(๑) ตั้งภิกษุที่มีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไปที่เห็นสมควร ให้เป็นกรรมการสงฆ์สำหรับปรึกษาหารือกิจการของวัด

(๒) ภิกษุที่ควรปลดนิสสัยออกเป็นนิสสัยมุตต์ นอกจากมีพรรษา ๕ ล่วงแล้ว ต้องสวดมนต์ได้ ตามหัวข้อที่จำกัดไว้ ต้องสวดปาฏิโมกข์ได้ และสอบนักธรรมเอกได้ด้วย

(๓) ให้ภิกษุทั้งหลายช่วยทำการต่าง ๆ (ได้ระบุนามท่านผู้ประจำการในบัดนี้ไว้ด้วย) คือ ๑. หน้าที่ปกครองช่วยท่านเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะประจำคณะละรูป พระราชกวี (วิจญจโล จั่น) ปกครองคณะกลาง พระอุดมศีลคุณ (อคคิทตโต อิน) ปกครองคณะใต้ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร (ปภสสโร เทียน) ปกครองคณะเหนือ ๒. หน้าที่อำนวยการศึกษาบาลีและนักธรรม พระมหาเอื้อน (ชินทตโต) ป. ๗ ๓. หน้าที่อำนวยการก่อสร้างและซ่อมแซม แยกเป็น ๒ เขต คือพระครูวรวงศ์ (ปญญาวฑฒโน จรูญ) อำนวยการในพระอาราม พระมหาผิว (สุขกาโม) อำนวยการในบริเวณสุสานหลวงหลังวัด ๔. หน้าที่จดทะเบียนภิกษุสามเณรและศิษย์วัดประจำปีส่งไปยังกระทรวงธรรมการ พระครูสมุห์เปี่ยม ป. หน้าที่สำรวจสำมะโนครัวภิกษุสามเณรศิษย์ วัดและคนอาศัยในบริเวณของพระอารามทุกกึ่งเดือน เพื่อจดส่งแก่อำเภอเจ้าคณะทั้ง ๓ คณะ

๕. หน้าที่จัดเวรสวดพระปาฎิโมกข์ พระครูปลัดสัมพิพัฑฒนสีลาจาร หน้าที่จัดเวรอ่านพระธรรมวินัยเช้าค่ำประจำวัน และหน้าที่ฝึกซ้อมภิกษุสามเณรสวดมนต์ ภายในพรรษากาล พระครูวินัยธร (ปภงกโร เพชร) หน้าที่จัดเวรเทศน์ในวัดธรรมสวนะตอนบ่าย พระครูสังฆวิจารณ์(ธมมปปวโร วร) ๖ หน้าที่จีวรปฏิคคาหกะและจีวรภาชกะ พระอุดมศีลคุณ หน้าที่เสนาสนคาหาปกะและหน้าที่ภัณฑาคาริก พระครูปลัดสัมพิพัฑฒสีลาจาร หน้าที่ภัตตุทเทสกะ พระครูวินัยธร ๗. หน้าที่คณะวิจารณ์ช่วยเจ้าคณะดูแลทำความสะอาด และคอยว่ากล่าวตักเตือนศิษย์วัดมิให้เล่นซุกซนอันไม่สมควร มีประจำคณะละรูป คือพระครูสังฆวิจารณ์ (ธมมปปวโร วร)ในคณะกลาง พระมหาเพชร (ปญญาวชิโร) ในคณะใต้ พระมหาโท (โธตโก) ในคณะเหนือ ๘.หน้าที่ครูสอนภาษาบาลี พระมหาอรุณ (อรุโณ) ป.๗ พระมหาพึ่ง (สุนาโถ) ป.๖ พระมหาฟู (ฐิติสมปนโน) ป. ๕ พระมหาบุญศรี (กุสลสิริ) ป. ๕ หน้าที่ครูสอนนักธรรมตรี พระมหาหร่วม(สุวณโณ) ป.๕ พระมหาเพชร(ปญญาวชิโร) ป.๕ พระมหาโท (ปญญาวชิโร) ป. ๕ พระมหาโท (โธตโก) ป.๓ ๙.หน้าที่ดูแลการในพระอุโบสถหน้าที่สั่งจ่ายอาคันตุกภัต หน้าที่กำกับศิษย์วัดประชุมสวดมนต์ทำวัตรและสวดคำระลึกพระคุณรัตนตรัย ทั้งมีการสั่งสอนด้วยพระครูสังฆวิจารณ์ ๑๐. หน้าที่บรรณารักษ์และภัณฑารักษ์ของโรงเรียน พระมหาโท ๑๑. หน้าที่ดูแลการไฟฟ้าสำหรับวัด พระมหาใย (ภททิโย) ๑๒.หน้าที่กำกับโรงสูบน้ำบาดาล พระครูธรรมรูจี (โกลิยปุตโต บุตร) ต่อมาพระแฉล้มเป็นผู้กำกับ

(๔) ภิกษุสามเณรทุกรูป ต้องเรียนพระธรรมวินัยในพรรษาแรก ท่องสวดมนต์ในพรรษาที่ ๒ อย่างช้าจะต้องสวดให้ได้จบตามหัวข้อสวดมนต์ภายในพรรษาที่ ๕

(๕) ฐานานุกรมเปรียญจะต้องสวดพระปาฎิโมกข์และขัดตำนานทำนองมคธและสังโยคได้ทุก รูป แต่ปาฎิโมกข์มีบกพร่องบ้าง

(๖) ในระหว่างพรรษา อบรมภิกษุสามเณรเปรียญ ถวายเทศน์ต่อเวลาทำวัตรเช้าและให้เทศน์ในคืนวันคล้ายถวายพระเพลิงพระพุทธ สรีระและในคืนวันมาฆบูชา เพื่อเป็นการฝึกหัด

(๗) การทำวัตรเช้าค่ำ จะต้องเอาใจใส่ทุกรูป กำหนดเวลาทำวัตรเช้าค่ำในพระอุโบสถ วันปกติ เวลา ๘.๑๕ นาฬิกา ทำวัตรเช้า เวลา ๒๐.๑๕ น. ทำวัตรค่ำ ส่วนในวันธรรมสวนะเวลา ๙ น. ทำวัตรเช้า เวลา ๒๐.๑๕ น. ทำวัตรค่ำ ส่วนในวันธรรมสวนะเวลา ๙ น. ทำวัตรเช้าและฟังเทศน์ เวลา ๑๕ น. ฟังเทศน์ ส่วนทำวัตรค่ำ เวลาเช่นเดียวกับในวันปกติ ในวันพิเศษ คือมาฆบูชา วิสาขบูชาและถวายพระเพลิง เวลา ๑๘.๓๐ น. (ฟังเทศน์ตอนบ่ายงด) เวลาทำวัตรค่ำและสวดมนต์เสร็จแล้ว ถ้าฝนไม่ตก ถือดอกไม้ธูปเทียนไปยืนประชุมที่ลานหน้าพระอุโบสถ กล่าวคำแสดงความระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บูชาจบแล้ว เดินเทียนทำประทักษิณพระอุโบสถ ๓ รอบ ต่อจากนั้นจึงไปที่ลานพระศรีมหาโพธิ์ สำรวมใจหน่วนนึกถึงพระพุทธคุณพอสมควรแล้ว บูชาดอกไม้ธูปเทียนไว้ที่นั่น ถ้าฝนตกงดการบูชาเดินเทียน นับเป็นเสร็จพิธีเบื้องต้น ต่อจากนี้เมื่อฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาทำวัตรเดินเทียนเสร็จแล้ว มีเทศน์ตลอดรุ่ง ครั้นเทศน์กัณฑ์สุดท้ายจบ อุบาสกอุบาสิกาทำวัตรแล้ว ภิกษุสามเณรทำวัตรเช้า นับว่าเสร็จพิธีในวันนั้น

(๘) การสวดพระปาฏิโมกข์ แต่ก่อนกำหนดสวดเมื่อทำวัตรค่ำแล้ว ต่อมาเปลี่ยนเป็นเวลา ๑๘ นาฬิกา ผู้ที่สวดได้ ต้องเข้าประจำเวรสวดตามลำดับ ส่วนการอ่านพระธรรมวินัยเช้าค่ำในวันปกตินั้น กำหนดอ่านธรรมกถาต่อทำวัตรเช้า อ่านวินัยกถาต่อทำวัตรค่ำ พระฐานานุกรมเปรียญทุกรูปรับหน้าที่อ่าน ส่วนภิกษุสามัญให้รับหน้าที่อ่านต่อเมื่อมีพรรษา ๕ ล่วงแล้ว

(๙) กำหนดสวดมนต์ถวายพระราชกุศล เวลา ๑๘ นาฬิกา ปีละ ๔ วัน คือถวายแด่รัชกาลที่ ๔ ในวันปวารนาออกพรรษา ถวายแด่รัชกาลที่ ๕ ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ถวายแด่รัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ถวายแด่รัชกาลปัจจุบันในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา

(๑๐) สวดทำน้ำมนต์วิสาขบูชา เวลา ๑๘ นาฬิกา รวม ๖ วัน ถ้าปักษ์ตรงกันก็ตั้งน้ำวงด้าย เริ่มสวดแต่วันขึ้น ๑๐ ค่ำ ถ้าไม่ตรงกัน จึงเริ่มแต่วันขึ้น ๑๑ ค่ำ ตลอดไปจนถึงวันวิสาขบูชา น้ำมนต์นี้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับสรงในวันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

ยังมีแบบกุศลวิธีอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าแบบไหว้ ๕ ครั้ง ถ้าเรียบเรียงโดยประมวลหลักแห่งอนุสติและอปจายนะผนวกกัน ด้วยมีคามประสงค์ที่จะให้ศิษยานุศิษย์ได้บำเพ็ญเป็นนิพัทธกุศลประจำตัว จะอยู่ที่ไหนเมื่อใดก็ทำได้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แม้จะเป็นผู้ขัดสนก็ไม่ขัดข้องซึ่งนับว่าเป็นแบบทำบุญอย่างง่ายและสะดวก แต่เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมอันสำคัญหลายประการและคุณธรรมนั้น ๆ ต้องมีขึ้นเป็นแน่ เมื่อทำโดยถูกต้องตามแบบเป็นการสม่ำเสมอ

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์