เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719






เมื่อพระวินัยรักขิต (นาม) ถึงมรณภาพแล้ว มีพระบรมราชโองการทรงตั้งหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์สืบต่อไป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ คงประทับอยู่ตำหนักเดิมในคณะกลางนั้น ในปีแรกที่ทรงเป็นเจ้าอาวาส พระองค์ท่านมีชนมมายุย่างขึ้น ๒๗ มีพรรษา ๖ เหตุนี้ในการอุปสมบทกรรม จึงเป็นแต่พระอุปสัมปทาจารย์ เพราะมีพรรษายุกาลยังไม่ถึงองค์กำหนดที่ควรจะเป็นพระอุปัชฌายะได้ ในตอนนี้กราบทูลเชิญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาเป็นพระอุปัชฌายะ

จำนวนภิกษุสามเณรในปี แรกลดน้อยลงกว่ายุคก่อนบ้าง แต่ไม่ช้าก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเร็วซึ่งเนื่องจากเหตุที่ทรงพยายามบำรุงการ ศึกษาอย่างแข็งแรง ทรงชุบเลี้ยงผู้ที่ขะมักเขม้นเล่าเรียนมิให้คลายอุตสาหะ อีกประการหนึ่ง ทรงสอดส่องหาพระที่เฉลียวฉลาดมีใจรักการศึกษา ชวนให้มาอยู่เล่าเรียนในวัดนี้ก็หลายรูป

อุบาสกอุบาสิกาจะมาฟัง ธรรมจำศีลมากขึ้นได้อย่างไรนั้น ข้อนี้ทรงหวังอยู่ ๒ ทาง คือ จะต้องบำรุงการเทศนาให้เป็นหลักขึ้น หาพระผู้สามารถมาประจำหน้าที่ ทรงนิมนต์พระปลัดสอนวัดกันมาตุยาราม ผู้เป็นธรรมกถึกมาช่วยในแผนกนี้ตลอดมา อีกทางหนึ่งเมื่อการศึกษาเจริญภิกษุสามเณรมีความรู้ปราดเปรื่อง ก็จะชักชวนโยมญาติและผู้อื่นให้นิยมในธรรมปฎิบัติ เพิ่มพูนศรัทธาเลื่อมใสเผยแพร่ออกไปทุกโอกาส

ในส่วนขนบธรรมเนียม กิจวัตรคงเดิมอยู่โดยมาก มีบางอย่างทรงแก้ไขอนุโลมตามแบบวัดราชบพิธ ที่ทรงจัดขึ้นใหม่ก็มี เช่นเวรเทศน์ในวัดธรรมสวนะและเวรสวดพระปาฎิโมกข์ แต่เวรอย่างนี้จะตั้งขึ้นได้ก็เพราะมีผู้สามารถหลายรูป อีกหน้าที่หนึ่ง คือศึกษาธิการี ผู้อำนวยการศึกษาทั่วไปในพระอาราม ส่วนหน้าที่ผู้ทำการแทนสงฆ์ตามแบบอันมีในพระวินัยนั้น เมื่อจำเป็นก็โปรดให้ประชุมสงฆ์เลือกตั้งขึ้นตามสมควร

ทุนบำรุงแผนกอาหารและ แผนกการรักษาวัตถุสถานในพระอาราม ตามที่เคยพระราชทานแต่ก่อนอย่างไร ก็ยังได้รับพระราชทานสืบมา เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ พระราชทานทุนบำรุงแผนกการศึกษาเป็นพิเศษอีก ๑๐ ชั่ง ดังมีความพิสดารแจ้งอยู่ในแผนกการศึกษาซึ่งจักกล่าวข้างหน้า ทางวัดได้ขอพระบรมราชานุเคราะห์ในกรมพระคลังข้างที่จัดสงวนเป็นทุนนอนผ่อนหา ผลกำไรไว้บำรุงการที่ประสงค์สืบไป พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ปิยมหาราชประดิวรัดา ครั้งนั้นยังดำรงพระยศเป็นพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ทรงเกื้อกูลอาหารเป็นนิตย์แก่นักเรียน ทั้งทรงอุปการะเครื่องใช้ในการโรงเรียนและในการบำรุงรักษาพระอารามอีกหลาย ประการ




พระ ประธานและพระอัครสาวก

ในปีแรกที่ทรงครองวัด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญพระประธานและสาวกทั้งคู่มาประดิษฐาน ในพระอุโบสถ โปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ทรงอำนวยการนี้ตลอด พระประธานนั้น เป็นพระนั่งปางสมาธิ พระเพลา ๑.๑๒ เมตร สูงตั้งแต่พระที่นั่งถึงพระจุฬา ๑.๔๖ เมตร วัดจากทับเกษตรผ่านพระเพลาไปสุดพระจุฬา ๑.๕๘ เมตร พระรัศมี ๒๓ เซนต์ ฐานเป็นรูปอัฒจันทร์ สูง ๔๗ เซ็นต์ เป็นฐานถอดจากองค์ได้เช่นเดียวกับฐานรูปพระสาวก พระสาวกนั้น เป็นรูปพระนั่งจนตลอดเศียร ๑.๒๖ เมตร ฐานสี่เหลี่ยม รูปบัวหงายกว้าง ๖๗ เซนต์ ยาว ๘๕ เซนต์ สูง ๒๕ เซนต์

การแห่พระประธานมีราย งานปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒ หน้า ๕๐ ได้คัดมาไว้ด้วยดังต่อไปนี้

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๔ เวลา ๒ ทุ่มเศษ ได้เดินกระบวนแห่พระพุทธรูปหน้าตัก ๒ ศอก ๖ นิ้ว ซึ่งจะไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส แต่หน้าบ้านหม่อมเจ้าสุบรรณ ซึ่งเป็นที่พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่แต่เดิม ไปโดยถนนบำรุงเมือง กระบวนหน้ามีดคมญี่ปุ่นและโคมรูปสัตว์ต่าง ๆ แล้วโคมบัว แถวกลางมีกลองแขก ปี่พาทย์ เล่าโก๊ สิงโต มังกร ฉัตรเทียน แล้วถึงพระพุทธรูป ตั้งบนตะเฆ่ มีคนฉุด ๒ สาย สายนอกมีเทวดาถือเทียน แล้วถึงกระบวนหลัง มีฉัตรเทียน ปี่พาทย์ เล่าโก๊ อยู่สายกลาง สายนอกมีโคมบัวโคมห้อยที่พัดหางปลา ได้แห่ไปขึ้นที่สะพานเรือหน้าพระอุโบสถ แล้วเดินรอกเลื่อนเข้าไปในพระอุโบสถ พักไว้ที่หน้าที่หน้าชั้นแล้ว ยกฐานขึ้นตั้งบนชั้น มีพระสงฆ์สวด ชยนโต รุ่งขึ้นวันที่ ๑๖ เวลาเช้า ๑ โมง ได้ศุภฤกษ์ เชิญพระพุทธรูปนั้นขึ้นประดิษฐานบนฐานที่ตั้งไว้ พระสงฆ์สวด ชยนโต จนเสร็จการ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ได้ทรงเป็นธุระในการนี้

แม้ว่าพระประธานจะเป็น พระที่สร้างใหม่ก็จริง แต่พระลักษณะในปริมณฑลพระพักตร์แสดงความแช่มชื่น พอจะโน้มใจผู้บูชาให้ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งมีน้ำพระหฤทัยเพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณา เพื่ออนุเคราะห์นรชนอยู่เป็นนิตย์ สมควรเป็นปูชนียวัตถุอันพึงประสงค์ของผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้แห่งหนึ่ง สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า โปรดเกล้า ฯ ให้พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ทรงทำผ้าตาดทองปักดิ้นเลื่อมเงินถวายทรงสพักพระประธานกับทั้งพระฉลองพระองค์ ยืนทั้งสององค์นั้นด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

การศึกษา

วัดนี้ต้องสัมพันธ์ในวงการของมหา มกุฎราชวิทยาลัยมากขึ้นกว่าก่อน คือมีพระบรมราชโองการให้ท่านเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งอุปนายกและสภานายกโดยลำดับ ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านเจ้าอาวาสขึ้นเสมอพระราชาคณะผู้ใหญ่ชั้นธรรม และทรงตั้งพระมหาเจริญ (ญาณวโร สุขบท) เปรียญเอก เทียบ ๗ ประโยค เป็นพระอมราภิรักขิต ผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรี

แผนกการศึกษานั้น จัดการสอนภาษาบาลีที่กุฏีใหญ่ในคณะเหนือตามเดิม นักเรียนมีมากกว่ายุคที่ ๒ เกือบเท่าหนึ่ง การสอบไล่ก็ได้ทวีทั้งจำนวนและชั้นประโยคเปรียญเอก มีนักเรียนสอบได้ ๒ รูป คือพระมหาเจริญ (ญาณวโร สุขบท) สามเณรพุฒ (จนทวณโณ) มีเปรียญคงวัดประมาณ ๑๐ รูป อย่างสูงถึงประโยค ๗ ตอนแรกให้นายชู เปรียญ นายวงศ์ เปรียญ เป็นครู ต่อมาได้พระอมราภิรักขิต (ญาณวโร สุขบท) เป็นกำลังใจในการสอน ซึ่งวิทยาลัยตั้งให้เป็นครูเอก เดิมฐานะของโรงเรียนนี้ เป็นชั้นตรีตามระเบียบของมหามกุฏราชวิทยาลัยแต่ในที่สุดเลื่อนขึ้นเป็นชั้น เอก ส่วนโรงเรียนหนังสือไทย อาศัยการเปรียญเป็นโรงเรียนตามเดิม สามเณรพุฒ เปรียญเอกเป็นครู และวิทยาลัยก็ตั้งให้เป็นครูเอกด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการโรงเรียน เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๙ ปรากฏว่าทรงพอพระราชหฤทัยในวิธีการของโรงเรียนนี้ จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ ๑๐ ชั่ง บำรุงโรงเรียน และยังได้ทรงแนะนำพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ให้ทรงเกื้อกูลนักเรียนด้วยอาหารเป็นนิตย์อีก มีความพิสดารแจ้งอยู่ในหนังสือธรรมจักษุ เล่ม ๓ ตอนที่ ๓ เริ่มแต่หน้า ๓๓๐ ได้คัดสำเนาบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย เพราะมีข้อความบรรยายถึงการจัดแต่งสถานที่และระเบียบการรับเสด็จในงานพระ กฐิน ซึ่งทำอยู่ในครั้งนั้นอย่างไร อันเป็นตัวอย่างพึงปฏิบัติสืบมาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้

ข่าวเสด็จพระราช ดำเนินพระราชทานพระกฐินและเสด็จทอดพระเนตรโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส

วันที่ ๒๗ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๕ เป็นวันกำหนดเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินในวัดเทพศิรินทราวาส พระสงฆ์สามเณรในพระอารามตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ ไว้รับเสด็จตามสมควร คือที่ตามแถวถนนตั้งแต่ประตูซุ้มทั้งสองข้าง รายเสาโคมประดับด้วยเฟื่องใบไม้และธงช้างเป็นระยะไป จนถึงบริเวณภายในรอบพระอุโบสถ ที่ศาลาข้างพระอุโบสถด้านเหนือก็ประดับประดาด้วยธงช้างและใบไม้สด ตั้งต้นไม้กระถางต่าง ๆ ที่สนามหญ้าหน้าพระอุโบสถและตั้งกี๋รองกระถางไม้ดัด ตามบันไดหน้าพระอุโบสถตั้งกระถางเฟิร์นและกระถางเขาก่อ บนกำแพงแก้วตั้งกระถางไม้ต่าง ๆ ที่ผนังริมประตูทั้งสองข้างพระอุโบสถตั้งโต๊ะลายครามทั้งภายนอกและภายในพระ อุโบสถ ที่พระเบญจาซึ่งประดิษฐานพระประธาน พระนิรันตราย และพระฉลองพระองค์ กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ก็ตั้งเครื่องสักการบูชาดาดาษด้วยดอกไม้สดประดับวิจิตรดูงดงามหลายอย่าง บนปราสาทซึ่งทรงพระประธานและตามฉัตรซึ่งประดับอยู่ที่พระเบญจา จนกระทั่งถึงประตูหน้าต่างพระอุโบสถ ก็ห้อยย้อยด้วยพวงดอกไม้สดเป็นอันมาก หน้าพระเบญจาเจ้าพนักงานตั้งที่นมัสการ หน้าผนังทิศใต้ตั้งอาสน์สงฆ์ ด้านทิศเหนือตั้งราชอาสน์ ตรงประตูกลางตั้งเก้าอี้พระบรมวงศานุวงศ์ หน้าพระอุโบสถและศาลาข้างพระอุโบสถ ตั้งเก้าอี้ข้าราชการที่สนามหญ้าหน้าพระอุโบสถข้างทิศใต้ เด็กนักเรียนยืนเฝ้า ที่ประตูซุ้มทั้งสองข้าง อุบาสกอุบาสิกาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท (การจัดรับเสด็จครั้งนี้ยังหาเต็มที่ตามความประสงค์ของท่านผู้รักษาการพระ อารามไม่ เพราะการติดกับวัดบวรนิเวศวิหาร หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ผู้บัญชาการในพระอารามนั้น ต้องเสด็จไปจัดการรับเสด็จที่วิทยาลัยตามหน้าที่ของนายก ส่วนที่วัดนี้เป็นแต่มอบเจ้าหน้าที่จัดการรับเสด็จแต่พอควร)

ครั้นเวลา ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถประทับวัดเทพศิรินทรา วาส เสด็จถึงลานหน้าพระอุโบสถ เด็กนักเรียนร้องคำโคลงถวายชัยมงคล เสด็จขึ้นบนบันไดหน้าพระอุโบสถแล้ว ทรงรับผ้าพระกฐินจากเจ้าพนักงานกรมศุภรัตแล้วเสด็จเข้าไปในพระอุโบสถ ทรงพระราชปฏิสันถารแก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (ซึ่งเสด็จมาประทับรับเสด็จอยู่ในที่นั้น) และหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรแล้ว ทรงถวายผ้าพระกฐินเช่นกล่าวแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรนำเสด็จพระราชดำเนินจากพระอุโบสถ เสด็จทอดพระเนตรสวนดอกไม้ตามลานพระอุโบสถ ซึ่งท่านทรงจัดการสร้างขึ้น เสด็จพระราชดำเนินไปจนถึงคณะหลังพระอุโบสถ ซึ่งเป็นบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรแล้ว เสด็จทอดพระเนตรโรงเรียนภาษาบาลี (แต่ในที่นี้หาได้จัดการตกแต่งให้ผิดจากปกติไม่)

พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อ่อน) พระครูปลัดอุทิจยานุศาสก์ (ท้วม) และพระครูปลัดจุฬานุนายก (ชม) ผู้เป็นกรรมการ มาช่วยกรานกฐิน แล้วคอยรับเสด็จอยู่ที่โรงเรียนนั้นด้วย

ฝ่ายครูและนักเรียนนั่งตามที่ของตน ๆ แต่หาได้ถวายวิธีฝึกสอนและสอบความรู้ถวายทอดพระเนตรไม่ (เพราะผู้จัดการเห็นว่า เวลาจวนจะมืดแล้ว) ครั้นเสด็จขึ้นบนโรงเรียนแล้วพระราชทานพระราชปฏิสันถารแก่กรรมการที่มาคอย เฝ้า และภิกษุผู้เป็นครูตามสมควร เสด็จทอดพระเนตรทั่วทั้งโรงเรียนแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับ

เมื่อเสด็จถึงพระบรมมหาราชวังแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญพระราชหัตถเลขามาพระราชทานแก่หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรผู้ จัดการโรงเรียน (ได้รับ ณ วันที่ ๒๘) ว่าด้วยเรื่องที่ทรงพรมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ ทรงแนะนำพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ให้ทรงเกื้อกูลนักเรียนในโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสด้วยอาหารบิณฑบาต ให้เป็นโรงเรียนนอกบำรุงกับพระราชทานพระราชทรัพย์ ๑๐ ชั่ง เพื่อไว้บำรุงการเล่าเรียนในโรงเรียนนั้นด้วย และหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ได้นำพระราชหัตถเลขาไปอ่านในที่ประชุมกรรมการสภาที่มหามกุฎราชวิทยาลัยเพื่อ จะขออนุญาตให้โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาสเป็นโรงเรียนนอกบำรุง เช่นวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการสภาพร้อมกันแสดงความยินดี ขอบพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ครั้นหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรได้รับฉันทานุมัติแต่กรรมการสภานั้น แล้ว จึงได้ตอบลายพระราชหัตถ์โดยฉันทานุมัติแห่งกรรมการสภาดังได้คัดสำเนามาลงต่อ ไปนี้







ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ นั้น การสอบไล่ของนักเรียน ปรากฎว่าได้คะแนนดีโดยมาก เป็นที่พอพระหฤทัยของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ถึงกับโปรดประทานพระรูป เพื่อเป็นเกียรติแก่โรงเรียน มีลายพระหัตถ์กำกับไว้ดังนี้




ครั้นถึงวัน ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบกำหนด ๒ ปีเต็ม นับแต่วันที่ได้เสด็จมาทรงจัดการโรงเรียน ได้กราบทูลเชิญเสด็จพระมหาสมณเจ้า พร้อมด้วยพระเถรานุเถระอื่น ๆ อีก เพื่อทอดพระเนตรการโรงเรียน และประทานกระแสพระดำริในสมุดเยี่ยมสำหรับเป็นทางคิดอ่านแก้ไขหรือเพิ่มเติม โครงการอันใดที่สมควรต่อไป ทุกพระองค์ทุกท่านบรรดาที่ได้เสด็จและมาในงานนี้ ได้ประทานและออกความเห็นไว้ตามอันดับตรงกันโดยมาก ต่างกันก็มีที่เป็นข้อความสำคัญ ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้าประทานไว้มีว่า ในปีนี้การฝึกสอนเจริญ แต่การรักษายังควรจะจัดให้เป็นระเบียบได้ดีขึ้นอีก

ภิกษุสามเณรต้องเล่าเรียนเกือบทุก รูป เว้นแต่ที่มีอายุพ้นสมัยและมีหน้าที่ประจำทำการสงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ แล้ว จึงได้ผ่อนผันให้เป็นไปตามสมัคร ห้องสมุดสำหรับโรงเรียนก็ได้จัดให้มีขึ้น และมีบรรณารักษ์ทำการดูแลรักษาตามหน้าที่ แต่หนังสือครั้งนั้นโดยมากยังเป็นคัมภีร์ใบลาน ส่วนสมุดพิมพ์เพิ่งจะเริ่ม มีไม่มากนัก




การก่อสร้าง

แผนกการก่อสร้าง ในฝ่ายช่างหลวงยุคนี้ เร่งรัดทำการแข็งแรงกว่าแต่ก่อน มีพระบรมราชโองการให้กระทรวงโยธาธิการเป็นแม่กองอำนวยการสร้าง ต่อจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ได้ทำซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถทั้งภายในภายนอก พร้อมทั้งลงรักเขียนลายรดน้ำที่บานประตูหน้านั้นเสร็จตลอด ทำบัวปลายเสา ทั้งเสานอกเสาในและเสาเอ็นผนัง ประดับรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดานอันล้อมด้วยกนกดอกรำเพย และทวยเทพเป็นปริมณฑลและมีรูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์รูปช้างเอราวรรณแทรกเป็น ระยะทำเสร็จเพียงเพดานประธาน ส่วนที่เพดานเฉลียงยังประดับไม่ทั่ว ซ่อมกระจังที่ชุกชี ทำประสาทโถงต่อจากพระเบญจาชั้นบน สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระประธานและพระสาวก ก่อฐานกลางชุกชีสูงจนเสมอฐานปราสาท เพื่อทานน้ำหนักพระปฏิมาและพระสาวกทั้งคู่นั้น

บัวปลายเสาก็ดี ลายที่ผนังก็ดี เดิมจะทำด้วยปูนเพชร ช่างได้ประกอบลายเครือที่เหลี่ยมเสาเอ็นเป็นตัวอย่างถวายทอดพระเนตร ความจริงถ้าทำตามเค้านั้นทั้งหมดก็จะงดงามนักหนาแต่ว่าเมื่อชำรุดในภายหลัง จะเป็นภาระหนังในการซ่อมแซมแทบไม่ต่างจากการสร้างใหม่ ทั้งจะสิ้นเปลืองค่าก่อสร้างอีกเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริถึงการภายหน้าอันจะมีข้อไม่ต้องด้วยพระราชประสงค์ดังกล่าวแล้ว จึงโปรดให้งดเสีย คงทำบัวปลายเสาในและเหลี่ยมเสาเอ็นด้วยไม้ ส่วนที่ผนังก็โปรดให้เป็นลายเขียน แต่ยังเขียนไม่ตลอด

พระวิหารยอดปรางค์นั้น พระอุดมศีลคุณเล่าว่า ช่างประกอบตัวอย่างตั้งถวายทอดพระเนตรในพระอุโบสถ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน ทำเป็นรูปเดียวกับพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แต่ทรงพระราชดำริว่า การทำเช่นนั้นย่อมสำเร็จเพียงเป็นที่สักการบูชาโดยเฉพาะไม่มีประโยชน์ใน ประการอื่นอันควรจะมี จึงโปรดให้แก้เป็นรูปพระวิหารจตุรมุขยอดปรางค์ และช่างก็เริ่มก่อฐานขยายออกอีก ๒ ด้าน เพื่อจะสร้างพระวิหารนั้นต่อไป แต่ก็เพิ่งจะขยายฐาน

ในบริเวณคณะกลางที่ว่าง ถัดจากห้องอาหารทั้งข้างเหนือข้างใต้ สร้างกุฎีขึ้นข้างละหลังเป็นกุฎีตึก หลังคามุงกระเบื้องไทย กว้าง ๖.๗๐ เมตร ยาว ๑๘.๔๗ เมตร หลังหนึ่งมี ๕ ห้อง ฐานสูงจากลานดินจดพื้นล่าง ๓๐ เซ็นต์ จากพื้นล่างถึงพื้นบน ๓.๐๒ เมตร จากพื้นบนถึงฝ้า ๔.๓๙ เมตร จากลานดินถึงขาดยอด ๑๐.๓๐ เมตร ไว้ระยะห่างจากห้องอาคาร ๘.๕๕ เมตร หันหน้าหาห้องอาหาร ส่วนข้างหลังห่างจากกำแพงวัด ๒.๕๕ เมตร กุฎีทั้งสองหลังนี้สร้างใน พ.ศ. ๒๔๓๘ หลังหนึ่งสร้างด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณาวดี

แผงฝ้าในกุฎีคณะเหนือผุ ร่วงลงมา ท่านเจ้าอาวาสโปรดให้รื้อออกทั้งหมด และทำด้วยไม้สักแทน พร้อมทั้งทาสีเสร็จ ทำรั้วไม้ล้อมกุฎีเฉพาะแถวใน แบ่งบริเวณเป็นห้อง ๆ ด้วยทุนรวมบริจาคหลายเจ้าของ

ซ่อมถนนทั่วไปที่ชำรุด และสร้างใหม่อีกมาก แต่ก็ทำเป็นถนนก่ออิฐตะแคง พื้นโค้งเป็นหลังเต่าอย่างเดียวกับที่สร้างไว้ในยุคก่อน ที่ทำถนนเพิ่มนั้นเฉพาะในคณะกลาง และในบริเวณพระอุโบสถ โดยมากเป็นถนนซอย เพื่อแบ่งลานดินให้เป็นกระทงแคบ ๆ และปลูกพรรณไม้สีต่าง ๆ เป็นแถวเป็นหมู่ ประดับพื้นให้แลดูราบรื่นตระการตา สมควรเป็นรมณียสถานได้แห่งหนึ่ง

ในบริเวณหน้าวัดทางตอน เหนือ (ใกล้กับคูวัดแนวเหนือ) เริ่มสร้างตึก ๒ หลัง ในปีมะแม




พ.ศ. ๒๔๓๘ สำหรับเป็นโรงเรียนหนังสือไทย เป็นตึก ๒ ชั้น หันหน้าไปทิศใต้ หลังตะวันออก(ต่อมาพระราชทานนามว่า ตึกแม้นนฤมิตร) สร้างด้วยทุนบริจาค ๓ เจ้าของ คือของสมเด็๗พระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข ๑๕,๐๐๐ บาท ของเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต ต้นสกุลมานิตยกุล) ๑๕,๐๐๐ บาท ของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (มิ้น เลาหเศรษฐี) ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕,๐๐๐ บาท ส่วนตึกหลังตะวันตก (ซึ่งต่อมาเรียกว่าตึกวิทยาศาสตร์) สร้างด้วยทุนบริจาคของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (มิ้น) เป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ บาท ตึกทั้งสองหลังนี้ยังสร้างไม่เสร็จ




ในบริเวณ สุสานหลวงหลังวัด ที่ด้านเหนือพลับพลาอิศริยาภรณ์ สร้างศาลาโถง พื้นลาดปูนหลังหนึ่ง กว้าง ๖.๔๗ เมตร ยาว ๒๑.๓๕ เมตร ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องซิเมนต์สำหรับเป็นที่เทศนาและทำบุญ พระราชทานนามว่า ดำรงธรรม สร้างด้วยทุนบริจาคของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์อภิรัฐมนตรี ทรงอุทิศพระกุศลประทานแก่หม่อมเจ้าชายอิทธิดำรง ดิสกุล โอรสของพระองค์ท่าน ซึ่งสิ้นชีพิตักษัย และพระราชทานเพลิงศพที่เมรุในสุสานหลวงนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๘ ที่ด้านใต้พลับพลานั้นสร้างศาลาอีกหลังหนึ่ง อยู่ตรงข้ามกับศาลาดำรงธรรม เป็นรูปเดียวและขนาดเดียวกับศาลาดำรงธรรมนั้น พระราชทานนามว่า บำเพ็ญทาน สร้างด้วยทุนบริจาคของพระเจ้าพี่นางเธอ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม ทรงอุทิศพระกุศลประทานแก่เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง (เพ็ญ ต้นสกุลเพ็ญกุล) ผู้เป็นขรัวตา ซึ่งถึงอสัญกรรม และได้พระราชทานเพลิงศพที่เมรุในสุสานนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคมในปีเดียวกับที่มีงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าชายอิทธิดำรง ดิศกุล นั้น

ถึงเดือนมกราคม ปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร ทูลลาออกจากหน้าที่เจ้าอาวาส เพื่อลาผนวชในปลายปี รวมระยะเวลาที่ทรงปกครองวัด ๔ ปี ถึงแม้เป็นเวลาไม่นานก็จริง แต่ได้ทรงอำนวยประโยชน์ให้แก่วัดมากหลายอย่าง เช่น (๑) ทำพื้นวัดที่รกรุงรังหลายแห่งให้สะอาดเป็นรมณียสถานขึ้น (๒) ซ่อมเสนาสนะให้เรียบร้อยเป็นที่ผาสุกแก่ผู้อยู่ และมีกุฎีเพิ่มขึ้นอีก (๓) พระอุโบสถที่ได้ทำค้างมานาน ก็ได้ทำเสร็จเกือบทุกอย่าง (๔) ตั้งแต่สร้างวัดมา ๑๗ ปี ยังไม่มีพระประธานก็มีขึ้น (๕) ได้รับพระราชทานเงินบำรุงแผนกการศึกษาเป็นทุนถาวร (๖) ทรงทำนุบำรุงโรงเรียนให้เป็นหลักฐานและก้าวขึ้นสู่ความเจริญรวดเร็ว (๗) เป็นเหตุให้เจ้านายที่เป็นพระญาติสนิทของพระองค์มีพระศรัทธาเลื่อมใส ทรงเกื้อกูลวัดมาโดยลำดับ มีและต่อเนื่องมาจนถึงยุคที่ ๕ อีก เช่นทรงสร้างถังน้ำบาดาล วางท่อจ่ายน้ำใช้ได้ทั้งวัด ทรงสร้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ ตึกนิภานภดล และตึกใหม่ข้างตึกเยาวมาลย์อุทิศ จึงนับว่าพระองค์ท่านได้ทรงทำคุณประโยชน์ให้แก่พระอารามนี้เป็นอันมาก ยิ่งเยี่ยมกว่า ๓ ยุคข้างต้น

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์