เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719






นับแต่เวลาที่พระอริยมุนี (เอม) ถึงมรณภาพแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชปรารภถึงพระที่สมควรจะ ทรงอาราธนาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ต่อไป ครั้งนั้นในวัดโสมนัสวิหารมีพระเปรียญ ๒ รูป ที่ปรากฎคุณวุฒิมีผู้นิยมนับถือมาก คือ พระมหายัง(เขมาภิรโต) เปรียญ ๘ ประโยครูปหนึ่ง พระมหาเดช (ฐานจาโร) เปรียญโท ๕ ประโยครูปหนึ่ง มีคำเล่าว่า มีพระราขดำรัสถามสมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทโว สา) ว่าพระเปรียญ ๒ รูปนั้นรูปไหนจะสมควรเป็นเจ้าอาวาสได้ แต่สมเด็จพระสังฆราชถวายพระพรว่า พระเปรียญ ๒ รูปนั้นมีคุณวุฒิต่างกัน พระมหายังเชี่ยวชาญในการเทศนา เป็นที่นิยมของอุบาสกอุบาสิกาทั่วไป ฝ่ายพระมหาเดชเป็นที่รักใคร่นับถือของเพื่อนสพรหมจารีโดยมาก ในที่สุดโปรดพระมหาเดช จึงมีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระมหาเดชเป็นพระอริยมุนี ที่พระราชาคณะ ทรงอาราธนาให้มาครองวัดเทพศิรินทร์ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๗ โปรดให้มีกระบวนแห่ตามธรรมเนียม ในปีแรกที่มาครองวัดนี้ ท่านเจ้าอาวาสมีอายุ ๓๘ ปี มีพรรษา ๑๗ พรรษา พระที่มากับท่านเจ้าอาวาสนั้น คือหม่อมเจ้าพระเล็ก ๑ อันดับ ๗ ท่านเจ้าอาวาสคงอยู่ที่กุฎีใหญ่ คณะเหนือ ซึ่งเป็นกุฎีที่เจ้าอาวาสในยุคที่ ๑ เคยอยู่มานั้น ส่วนหม่อมเจ้าพระเล็กประทับที่กุฎีข้างกุฎีเจ้าอาวาส ให้ก่อกำแพงทึบโอบเนื้อที่ตอนเหนือ ซึ่งต่อจากกุฎีนั้น กับกุฎีเจ้าอาวาส โดยส่วนกว้าง ๑๖.๒๘ เมตร ยาว ๒๖.๒๐ เมตร สำหรับเป็นที่วิเวกผาสุก หม่อมเจ้าพระเล็กนั้น เป็นหม่อมเจ้าในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา นับว่ามีหม่อมเจ้าพระประทับจำพรรษาในวัดนี้เป็นองค์แรก ต่อมามีอีกองค์หนึ่ง คือ หม่อมเจ้าพระเกต ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่ทั้งสองพระองค์นี้ หาปรากฎว่าได้เป็นเปรียญไม่ ชะรอยจะผนวชอยู่ไม่นาน

ในการอุปสมบทตอนแรก ๆ ต้องนิมนต์พระเถระจากวัดอื่นมาเป็นพระอุปัชฌายะ ได้ยินว่าโดยมากอาราธนาพระพรหมมุนี (สุมิตโต เหมือน) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราช (สา) เสด็จมาบางครั้ง ภายหลังท่านเจ้าอาวาสได้รับตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ นับว่าเป็นองค์แรกที่เริ่มมีประจำขึ้นในวัดนี้เอง ส่วนท่านเจ้าอาวาสจะไปเป็นอุปัชฌายะ ณ วัดไหนบ้าง และมีอันตวาสิกกับทั้งสัทธิวิหาริกเป็นจำนวนเท่าไรไม่ได้ความ

ภิกษุสามเณรมากขึ้นกว่า ยุคก่อน บางปีมีจำนวนภิกษุเกือบ ๗๐ รูป สามเณร ๑๐ รูปเศษ แต่ในปลายยุคกลับโรยลง แม้อุบาสกอุบาสิกาก็เช่นกัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากโดยลำดับ ได้ยินคำยกย่องว่า ท่านเจ้าอาวาสเทศน์ดีพอใช้ มีผู้พอใจฟังเทศน์ของท่านมาก

ขนบธรรมเนียมในยุคนี้ มีบางอย่างซึ่งแก้เข้าหาแบบวัดโสมนัสวิหาร เช่นระเบียบการสวดมนต์ไหว้พระเป็นต้น ข้อนี้เป็นธรรมดาของวัดขึ้น ย่อมคล้อยตามหัววัด เพราะท่านเจ้าอาวาสได้รับอบรมฝึกหัดมาจากสำนักนั้นแล้ว ก็ต้องดำเนินไปตามแบบนั้น อันขนบธรรมเนียมกิจวัตรจะให้เป็นทำนองเดียวกันทั่วทุกพระอารามเห็นจะยากนัก แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็คงเป็นความงามอย่างหนึ่งที่น่าปลื่มใจ พระพิธีธรรมมีน้อยรูป หาผู้จะฝึกหัดได้ยาก จึงคืนหน้าที่นี้กลับไปวัดบวรนิเวศวิหารตามเดิม ต่อมาก็ไม่มีพระพิธีธรรมอีก

เลขวัดโดยมากน่าจะทำ ประโยชน์ให้แก่วัดน้อยเต็มที ต่อมาจึงโปรดให้เลิก พระราชทานเงินบำรุงพระอารามแทน สำหรับวัดนี้ได้รับพระราชทานเดือนละ ๑๖๐ บาท ในชั้นต้นมีเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับเงินบำรุงนั้นมาทำความสะอาดในบริเวณพระ อุโบสถ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความควบคุมของท่านเจ้าอาวาส และการก็คงจะแปรเข้าหาทำนองเดียวกับเลขวัดอีก ในที่สุดจึงโปรดให้ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้บงการตลอด นับว่าทางวัดได้รับความสะดวกมาก เมื่อจะให้กุลีทำงานอะไรที่ไหนก็ได้ตามควรแก่ความประสงค์ที่เป็นการบำรุง รักษาพระอารามจริง ๆ ไม่ใช่แต่ให้ทำความสะอาดเฉพาะในบริเวณพระอุโบสถ เพื่อเป็นการรับเสด็จเท่านั้น

ไวยาวัจกรแผนการศึกษา ได้พระอรรคเนศร (อ่วม) เป็นผู้รับหน้าที่ กับแผนกอาหารที่พระราชทานปีละ ๓ ชั่งทุกปี เคยเบิกเดือนละ ๒๐ บาทสมทบเข้าโรงครัวในครั้งนั้น ต่อมาพระสงฆ์เห็นพร้อมกันยกรายนี้เข้าในสมบัติวัดจนบัดนี้ แต่แผนกการบำรุงรักษาพระอาราม ได้ยินว่าน้องชายท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าดูแลอำนวยการ แต่มีคำบอกเล่าหลายปากร่วมกันเป็นเชิงตำหนิว่า ผู้ที่เป็นหัวหน้าอำนวยการบำรุงรักษาพระอารามนั้น ไม่สู้เข้มแข็งในหน้าที่นัก เพราะวัดยังมีที่รกหลายแห่ง ซึ่งไม่สมควรปล่อยปละไว้เช่นนั้น




หนังสือพระไตรปิฎก

หนังสือพระไตรปิฎกฉบับ พิมพ์ในรัชกาลที่ ๕ รับพระราชทานไว้สำหรับวัดนี้ ๑ จบพร้อมทั้งตู้ ซึ่งเชิญขึ้นประดิษฐานอยู่เหนือชุกชีพระอุโบสถ มีปรากฎในหมายรับสั่งว่า โปรดให้เชิญมาแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ด้วยกระบวนแห่ครึกครื้น คือคนถือธงชาย ๔ ถือธงมังกร ๕๐ ถือธงตะขาบ ๕๐ คู่แห่นุ่งสมปักลาย ๕๐ สวมเสื้อครุยขาว ๒๕ สวมลอมพอกขาว ๒๕ คนเชิญเครื่องสูง ๒๐ คนตีกลองชนะ ๒๐ คนประโคมปี่พาทย์ ๔ คนตีกลองแขก ๔ ตำรวจหามเสลี่ยง ๑๒ และยังมีรถม้าอีก ๑ คัน เชิญพระไตรปิฎกตั้งบนราชรถ ตั้งกระบวนหน้าพระที่นั่งไชยชุมพล ออกเลี้ยวถนนบำรุงเมืองมาวัดนี้ ครั้นเชิญไว้ในวัดนี้แล้ว เดินกระบวนเชิญไปไว้ ณ วัดปทุมวนารามอีกจบหนึ่ง

ในยุคนี้มีพระครูพิเศษ รูปหนึ่ง ซึ่งได้รับตั้งในคราวเดียวกับที่ทรงตั้งท่านเจ้าอาวาสให้เป็นพระราชาคณะ ก่อนจะมาครองวัดนี้นั้น คือพระครูกัลยาณคุณ (กาฬนาโม นาม) ต่อมาเมื่อทรงเลื่อนชั้นเป็นพระราชาคณะแล้ว ก็มิได้โปรดให้ท่านผู้ใดเป็นพระครูพิเศษประจำวัดในยุคนี้อีก ตอนปลายยุคมีพระครูวิจิตรธรรมภาณี (สิริจนโท จันทร์) มาพักอยู่รูปหนึ่ง ท่านผู้นี้เคยมาอยู่เล่าเรียนในยุคที่ ๑ แต่ไม่ทันเข้าแปลในสนามหลวง พอสิ้นยุคที่ ๑ ก็ย้ายไปอยู่สำนักอื่น ครั้งนี้เป็นพระครูก่อนแล้วจึงมาพักอยู่อีก เพื่อเรียนปริยัติธรรมเพิ่มเติม

มีพระออกวัดไปเป็นเจ้า อาวาสรูปหนึ่ง คือพระปลัดสอน ฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งเข้าแปลพระปริยัติธรรมได้ ๓ ประโยค ในปีจอ พ.ศ. ๒๔๒๙ แล้วทรงตั้งเป็นพระครูสีลสังวร โปรดให้ไปครองวัดวงศมูล พระอารามหลวง อยู่ในจังหวัดธนบุรี

ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ท่านเจ้าอาวาสขึ้นชั้นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระเทพกวี รุ่งขึ้นปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงตั้งให้พระครูกัลยาณคุณเป็นพระวินัยรักขิต ที่พระราชาคณะผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถัดมาถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ ท่านเจ้าอาวาสขึ้นเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ ในยุคนี้จึงนับว่ามีพระราชาคณะ ๒ องค์ทั้งเจ้าอาวาสสมณศักดิ์อย่างสูงถึงพระราชาคณะชั้นธรรม

แผนกการศึกษาพอจะเริ่ม เจริญขึ้นบ้าง ก็ประจวบถึงปลายยุค ได้พระมหาสิทธิ เป็นกำลังช่วยในการสอนรูปหนึ่ง มีพระเปรียญตลอดยุคนี้เพียง ๑๐ รูปเศษ ได้ชั้นเปรียญเอก ๗ ประโยคเป็นอย่างสูง แต่มีรูปเดียว คือพระมหาน้อย (เขมิโย) อาศัยการเปรียญเป็นที่สอนตามเดิม ต่อมาปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงย้ายจากการเปรียญไปสอนที่โรงเรียนเจ้าพระยานรรัตน ฯ ในคณะกลางเมื่อมีมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นสภาอำนวยการศึกษาในคณะ ธรรมยุต วิทยาลัยนั้นก็ได้รับโรงเรียนวัดนี้เป็นสาขาอยู่ในบำรุงและท่านเจ้าอาวาสได้ เป็นกรรมการในวิทยาลัยด้วยองค์หนึ่ง การโรงเรียนวัดนี้จึงเริ่มเปลี่ยนรูปใหม่ใช้หลักสูตรตามระเบียบของวิทยาลัย เลิกการสอนแบบมูลกัจจายนะ มีนักเรียน ๓๙ คนเป็นอย่างมากเริ่มตั้งมีแต่ชั้นสามัญ ครั้นรุ่งปีใหม่ (คือ พ.ศ. ๒๔๓๗) นักเรียนสอบชั้นสามัญได้ ๓ รูป เลื่อนขึ้นเป็นชั้นนักเรียนตรี ก็พอดีสิ้นยุคที่ ๒ ลง เพราะฉะนั้น นับว่าโรงเรียนนี้เพิ่งจะมีชั้นน.ตรี เป็นสูงสุดในคราวนั้น ฝ่ายโรงเรียนหนังสือไทยก็จัดให้มีขึ้นตามระเบียบของวิทยาลัยอาศัยการเปรียญ เป็นที่สอน

วัตถุสถาน

วัตถุสถานเท่าที่สำเร็จ ไว้ในยุคก่อนนั้น ยังไม่ต้องซ่อม ที่ยังค้างก็ทำต่อมา มีการแก้ไขบ้างบางแห่ง ที่ทำขึ้นใหม่ทีเดียวก็มี ในผ่ายวัดได้ให้เสริมกัปปิยกุฎีหลังซ้ายที่อยู่หน้ากุฎีท่านเจ้าอาวาส ทำเป็นหอสูงขึ้นหลังหนึ่ง บอกบุญชาวบ้าน ก่อพระเจดีย์ดินอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เกลี่ยดินถมที่ลุ่มเหมือนคราวก่อน ในปีฉลู พ.ศ. ๒๔๓๒ เจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต) ซึ่งเวลานั้นยังอยู่ในบรรดาศักดิ์พระยา บริจาคทรัพย์จ้างช่างให้ก่อกำแพงรั้วเหล็กตอนหน้าวัดวางแนวจดถนนกรุงเกษม ทำประตูเหล็ก ๓ ประตูตรงกับศาลาท่าฉนวน และกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อขยายเขตวัดตอนหลังบริเวณพระอุโบสถ ให้ขยายยื่นออกไปอีกเส้นเศษ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็ให้รื้อศาลาดินที่ติดกำแพงแนวหลัง พร้อมทั้งกำแพงนั้นด้วย ขุดคูชักออกไปในด้านตะวันตก เอาดินถมคูตอนตรงกับกำแพงที่รื้อออกเสียนั้นและขุดโอบไปประจบคูแนวหลังตอน ใต้ ขนดินถมตามที่ลุ่มอันเป็นพื้นวัด และถมพื้นล่างของกุฎีที่ยังไม่เสมอ ทำให้เรียบร้อยเป็นที่อาศัยได้ ก่อกำแพงรั้วเหล็กต่อไปจากกำแพงเก่า เป็นแนวขนานไปตามลำคู เพื่อโอบที่ตอนใหม่นี้แล้ว สร้างโรงเรียนตึกตรงศาลาดินเก่าที่รื้อออกนั้นหลังหนึ่งสร้างศาลากินอาหาร และมีห้องอาบน้ำถัดจากโรงเรียนนั้นไปตอนตะวันตกหลังหนึ่ง ต่อมาเลิกเลี้ยงอาหารและอาบน้ำ กั้นห้องได้ ๘ ห้อง ให้พระเณรอยู่ และเก็บพัศดุของวัดมาจนบัดนี้ โรงเรียนตึกนั้นห่างจากกำแพงแก้ว ๗.๒๐ เมตร เป็นตึก ๒ ชั้น มีผนังรอบ กว้าง ๙.๖๕ เมตร ยาว ๑๘.๔๖ เมตร ผนังหนา ๓๕ เซ็นต์ ฐานสูงจากลานดินถึงพื้นชั้นล่าง ๔๐ เซ็นต์ จากชั้นล่างถึงชั้นบน ๓.๕๕ เมตร จากชั้นบนถึงฝ้า ๓.๙๐ เมตร จากฝ้าถึงอกไก่ ๓.๐๔ เมตร ชั้นล่างมีประตูด้านหน้าประตูหนึ่ง และด้านหลังประตูหนึ่ง มีบันไดไม้ภายในสำหรับขึ้นลง ชั้นบนอยู่ริมประตูด้านหน้า ส่วนชั้นบนก็มี ๒ ประตู ตรงกับชั้นล่าง และก่อบันไดข้างนอกสำหรับขึ้นลงชั้นทั้งสองประตู ด้านหน้ามีมุข ๓ มุข มุขในด้านหน้า เฉพาะมุขริมทางใต้มีจารึกตัวเลขฝรั่งเป็นจำนวนคริสตศก ในปีที่สร้างเสร็จคือคริสตศักราช ๑๘๙๐ และมุขริมทางเหนือมีจารึกเลขไทยบอกปีที่สร้าง คือ ร.ศ. ๑๐๙ หลังคามุงกระเบื้องไทย โรงเรียนนี้ต่อไปจะเรียกว่าโรงเรียนเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ฯ ศาลากินอาหารและอาบน้ำนั้น ห่างจากกำแพงด้านตะวันตก ๕.๐๙ เมตร ฐานก่ออิฐถือปูน ฝาไม้รอบ เว้นแต่ที่ห้องน้ำ จึงทำเป็นผนัง หลังคาสังกะสี ฝ้าไม้ ส่วนกว้าง ๑๑.๓๒ เมตร ยาว ๑๙.๔๕ เมตร จากลานดินถึงพื้นไม้ ๘๐ เซ็นต์ จากพื้นดินถึงฝ้า ๕ เมตร จากฝ้าถึงอกไก่ ๒.๒๕ เมตร ศาลานี้ต่อมาเรียกว่าห้องก๊อก ให้ขุดสระน้ำที่คณะใต้อีกสระหนึ่ง ตอนริมประตูตะวันตก ปักเสาแขวนคานกลางบ่อ ทำห้องอาบน้ำไว้ริมบ่อคล้ายกับที่มีในคณะเหนือทำถนนไปมาติดต่อกันทุกคณะ เป็นถนนก่ออิฐตะแคงรูปหลังเต่าทุกสาย เมื่อการก่อสร้างเหล่านี้เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีประกาศข้อความ ว่าด้วยพระราชทานที่อุปจารสีมาดังสำเนาต่อไปน

ี้ ด้วยมีพระบรมราชโองการ ประกาศให้ชนทั้งปวงทราบทั่วกันว่า ที่ดินหลังวัดเทพศิรินทราวาส ยาวตามแนวหลังวัดด้านตะวันออก ๑ เส้น ๑๖ วา ยาวด้านตะวันตก ๑ เส้น ๑๖ วา กว้างด้านเหนือ ๑ เส้น ๑ วา กว้างด้านใต้ ๑ เส้น ๑ วา พระยานรรัตนราชมานิตมีศรัทธาขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ออกทรัพย์ซื้อเหล็กปูน จ้างจีนก่อเป็นกำแพงรั้วเหล็กรอบติดเนื่องกับเขตอาราม ภายในกำแพงถมดินก่อถนนปลูกศาลา และขุดสระน้ำ ทำสะอาดงดงามเรียบร้อย เขตภูมิสถานมีประมาณดังกล่าวมานี้ ทรงพระราชทานอุทิศเป็นที่สงฆ์กัปปิยภูมิอุปจารของวัดเทพศิรินทราวาส ตั้งแต่วันที่ได้ทรงประกาศนี้ไป คือวันที่ ๑๘ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ เป็นวันที่ ๘,๑๐๔ ในรัชกาลปัจจุบันนี้

พระอุโบสถ

ฝ่ายช่างหลวงยังคงทำการ ก่อสร้างพระอุโบสถและกุฎีเป็นลำดับมา ได้ยินว่า ตอนหลังมักจะโอ้เอ้ ทำบ้างเว้นบ้าง พอจวนออกพรรษาก็เริ่มปลูกนั่งร้าน ทำการสร้างพระอุโบสถ ต่อไปถึงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนก็รามืออีก ที่ทำเช่นนี้ใคร ๆ ก็ต้องเข้าใจได้ว่าทำถวายทอดพระเนตรในเวลาเสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระกฐิน เป็นแน่ และประจวบด้วยเป็นเวลาที่แม่กองประชวรกระเสาะกระแสะ มิได้เสด็จทรงกำกับการเหมือนแต่ก่อน ครั้นถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็สิ้นพระชนม์

พระอุโบสถนั้นสร้างยัง ไม่เสร็จเรียบร้อย แต่พออาศัยได้แล้ว จึงรื้อโบสถ์เล็กออก เชิญพระพุทธรูปยืน ๒ องค์ ซึ่งเป็นพระฉลองพระองค์สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ และสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ จากโบสถ์เล็กไปประดิษฐานเหนือชุกชีในพระอุโบสถ ทรงพระราชดำริไว้ว่า ถ้าสร้างพระวิหารยอดปรางค์เสร็จแล้ว จะโปรดให้เชิญพระพุทธรูป ๒ องค์นั้นไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารยอดปรางค์ แต่พระวิหารยอดปรางค์ก็เพิ่งจะก่อขึ้นเพียงฐานเท่านั้น พระอุโบสถซึ่งยังจะต้องสร้างส่วนประกอบอีกหลายอย่าง คือรูปจำลองตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดานซุ้มประตูหน้าต่างทั้งภายในและ ภายนอก บัวปลายเสา ลายที่ผนังและที่บานประตูหน้าต่างนอกจากนั้นนับว่าพอเสร็จ เมื่อเริ่มสร้างรูปจำลองตรงที่เพดาน และทำซุ้มประตูหน้าต่างเฉพาะภายนอกก็ประจวบถึงเวลาสิ้นยุค ส่วนพระประธานและพระสาวกนั้น ปรากฎในหมายรับสั่งว่าเพิ่งได้โปรดให้หล่อรูปพระสาวก ๒ องค์ เมื่อวันอังคารที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๗ รุ่งขึ้นปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงหล่อพระประธานที่โรงหล่อสังกะสี ณ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน รูปหล่อพระสาวกและพระประธานนั้น ยังหาได้โปรดให้เชิญมาไม่ จนตลอดยุคที่ ๒ นี้ จึงยังไม่มีพระประธานเช่นเดียวกับยุคที่ ๑ ที่หน้าพระอุโบสถตอนซ้าย ซึ่งห่างจากพระอุโบสถไป ๕.๐๕ เมตร สร้างศาลาโถงหลังหนึ่งกว้าง ๗.๕๕ เมตร ยาว ๑๓.๒๐ เมตร ฐานปูกระเบื้อง หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกจีน จากพื้นฐานถึงปลายเสาริมสูง ๓.๑๐ เมตร จากปลายเสาถึงขาดยอด ๒.๗๐ เมตร ในคณะใต้สร้างกุฎีเพิ่มขึ้นอีก คณะนี้ ว่าโดยส่วนกว้างก็เท่ากับคณะเหนือ แต่ส่วนยาวนั้นเพียง ๑๑๖.๓๐ เมตร ซึ่งสั้นกว่าคณะเหนือ ๘.๑๕ เมตร และการจัดแนวกุฎีก็ต่างจากคณะเหนือคือสร้างกุฎีเป็น ๓ แถว สำหรับแถวนอกก่อติดกำแพงวัด แนวใต้มี ๓ หลัง รวม ๕ ห้อง แถวกลางมี ๒ หลัง รวม ๖ ห้อง แถวในก่อติดกำแพงคั่นคณะมี ๓ หลัง รวม ๗ ห้อง จะก่อหลังที่ ๔ ที่ ๕ อีก แต่ไม่ทันสำเร็จ คงก่อได้เพียงฐานทิ้งไว้เท่านั้น ห้องในของกุฎีเหบ่านี้ไม่ได้ทำฝ้าส่วนห้องเฉลียงทำฝ้าไม้เหมือนกุฎีในคณะ เหนือ แต่ก็หาได้ทาสีไม่ ถนนกลางคณะใต้นั้นกว้าง ๔ เมตร ยืนตรงจากประตูด้านตะวันออกจดประตูด้านตะวันตกเหมือนถนนในคณะเหนือ

สุสานหลวง

สุสาน หลวงที่หลังวัด เริ่มมีขึ้นในปลายยุคนี้ เมื่อก่อนที่จะโปรดให้สถาปนาสุสานหลวงขึ้นนั้นเคยมีงานเมรุพระราชทานเพลิง พระศพ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าปัณฑวรรณวโรภาศ และศพสมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ ทับ) ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ก็โปรดให้สร้างพลับพลาจตุรมุขเป็นที่ประทับ (ตรงที่สร้างพลับพลายก สำหรับเป็นที่ประทับในงานก่อพระเจดีย์ทรายซึ่งรื้อออกแล้ว) และโปรดให้สร้างพระเมรุในที่ตอนเหนือพลับพลานั้น ครั้นต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงทรงพระราชดำริสถาปนาสุสานหลวงขึ้นที่หลังวัดนี้ ในตำนานสุสานหลวงที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงมีว่า ข้อซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เรียกว่าสุสานนั้น เพราะทรงพระราชดำริว่า จะเรียกอย่างอื่น เช่นเรียกว่าที่เมรุ หรือที่อันใดอื่นซึ่งใช้กันอยู่ ไม่ตรงกับพระราชดำริในการสร้าง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เอาคำบาลีว่า สุสาน อันแปลความว่า ที่ปลงศพ มาเรียก กระแส พระราชดำริที่จะสร้างสุสานนั้น คือจะให้มีที่อันตบแต่งรักษาไว้ให้สะอาดอยู่เสมอ และมีสถานอันเป็นเครื่องประกอบการเมรุ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ให้ครบครัน เมื่อจะทำการปลงศพอย่าให้ต้องสร้างอันใดใหม่ เว้นไว้แต่ตัวเมรุหรือโรงทึมอย่างเดียว ที่จะต้องสร้างใหม่เป็นของทำชั่วคราว ให้ปลูกสร้างได้ตามสมควรแก่ชั้นยศศักดิ์หรือความพอใจของเจ้าภาพ ไม่ให้มีข้อรังเกียจเหมือนกับเมรุปูนด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ปลงศพที่สุสาน นี้ได้ทุกชั้นบรรดาศักดิ์ สุดแต่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษเป็นสำคัญ การดูแลรักษาสถานที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสเดิมเป็นพนักงานของกระทรวง โยธาธิการ เพราะสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้มีพระราชดำรัสสั่งสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อยังเสด็จดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนั้น เป็นผู้รับสั่งสถาปนาที่สุสานหลวง ที่สุสานหลวงนี้ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทำการพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอิศริยาภรณ์ เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๗) เป็นปฐม และครั้งนั้นทรงสร้างที่ตั้งพระศพเป็นพลับพลาของถาวร พระราชทานนามว่า พลับพลาอิศริยาภรณ์ สำหรับจะได้ใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพงานอื่น ๆ ต่อไป ส่วนประตูรั้วเหล็กรอบบริเวณกับทั้งถนนหนทาง และแต่งลานที่ในสุสานหลวง เป็นของหลวงทรงสร้างทั้งสิ้น การปลงศพอันเป็นงานหลวง เช่นพระศพเจ้านายซึ่งไม่ได้ทำพระเมรุที่ท้องสนามหลวง หรือทำที่อื่น เทียบด้วยท้องสนามหลวง ก็มักทำที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาสโดยมาก ส่วนงานศพซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าภาพนั้นถ้ากราบบังคมทูลขอรพะบรมราชานุญาต และทรงพระราชดำริเห็นสมควร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตพิเศษ ให้ปลงที่สุสานหลวงได้ ไม่เลือกด้วยชั้นบรรดาศักดิ์มีตั้งแต่ศพเจ้าพระยาลงมาจนศพคฤหบดี

ถาวรวัตถุ ในสุสานหลวงตอนแรกก็มีแต่พลับพลาอิศริยาภรณ์ และรั้วเหล็กรอบดังกล่าวมาแล้ว ส่วนศาลาและสามสร้าง เป็นของมีขึ้นในยุคที่ ๔ กับยุคที่ ๕ ประตูรั้วเหล็กในชั้นต้นมีแต่ ๒ ประตู คือประตูเหนือเป็นที่เข้าออกของเจ้าภาพและผู้ไปปลงศพ ประตูตะวันตกเฉียงใต้เป็นทางเชิญศพเข้าสุสานหลวง รัฐบาลได้ตัดถนนพลับพลาชัยในคราวเดียวกับที่เริ่มสร้างสุสานหลวงครั้นต่อมา รัฐบาลตัดถนนหลวงอีกสายหนึ่ง ผ่านทางด้านใต้ของสุสานหลวง จึงทำประตูสุสานเพิ่มขึ้นอีกประตูหนึ่งทางด้านใต้ และใช้เป็นประตูเชิญศพเข้าสุสานหลวงแทนประตูตะวันตกเฉียงใต้นั้น

ใน คราวที่รัฐบาลตัดถนนหลวงนั้น แนวของถนนยื่นมาตรงกับคูวัดด้านใต้ จึงให้ถมคูตอนนั้นเสีย เพื่อมิให้ถนนต้องคดอ้อม เพราะฉะนั้น เขตวัดด้านใต้จึงจดถนนหลวงสืบมา

ถึง ปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๓๗ ท่านเจ้าอาวาสอาพาธหนักด้วยโรคริดสีดวงงอก ซึ่งเป็นเรื้อรังมาช้านาน กำเริบมากขึ้น อาการมีแต่ทรงกับทรุดโดยลำดับ ครั้น ณ วันพุธที่ ๑๔ มกราคม เวลา ๙ นาฬิกา ท่านก็ถึงมรณภาพ รวมระยะกาลที่ได้ปกครองวัดมาเป็นจำนวน ๑๑ ปี ในยุคนี้เขตวัดแนวหลังตอนกลางขยายยื่นออกไป พร้อมทั้งโรงเรียนตึกหลังหนึ่ง และศาลากินอาหารและอาบน้ำอีกหลังหนึ่ง มีบ่อน้ำในคณะใต้ ทั้งกุฎีก็สร้างเพิ่มอีก ๑๖ ห้อง มีถนนไปมาติดต่อได้ทุกบริเวณ มีกำแพงเหล็กริมถนนกรุงเกษม มีบริเวณสุสานหลวงในตอนหลังวัด ได้รับพระราชทานเงินบำรุงรักษาพระอาราม พระอุโบสถก็พออาศัยทำสังฆกรรมได้ ส่วนแผนกการศึกษานั้น เป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่มหามกุฎราชวิทยาลัยรับโรงเรียนวัดนี้เข้าเป็นสาขา นับว่าได้เริ่มต้นที่จะย่างขึ้นสู่ความเจริญ ถ้าท่านผู้จัดการโรงเรียนมีความสามารถพอ แต่เผอิญถึงคราวที่ท่านเจ้าอาวาสทุพพลภาพลงด้วยโรคเบียดเบียนมาก จึงไม่ทันได้ดำเนินกิจการให้เต็มที่ก็พอดีสิ้นอายุของท่านเสีย

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์