เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
ระเบียบงานสังสรรค์ศุกร์ต้นเดือน
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719






ถึงเดือนมิถุนายนศกเดียวกันนั้น การสร้างเสนาสนะในคณะเหนือ นับว่าแล้วเสร็จ พอที่ภิกษุสามเณรจะอาศัยอยู่จำพรรษาได้ จึงมีพระบรมราชโองการให้แม่กองสร้างพระอารามนั้นอำนวยการจัดแต่งเสนาสนะใน วัดเทพศิรินทราวาส เพื่อเริ่มพิธีการยกวัดต่อไป วันอังคารที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๒๑ จึงเป็นวันแรกเริ่มมีวัดเทพศิรินทร์ขึ้น พระอริยมุนีเมื่อแรกมาครองวัดนี้ อายุ ๔๔ ปี มีพรรษา ๒๔ พรรษา ข้อความพิสดารว่าด้วยการขึ้นกุฎี และประกาศพระบรมราชูทิศ กำหนดเขตวัด กับทั้งวิสุงคามสีมา มีปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ (ปีขาล จุลศักราช ๑๒๔๐) ได้คัดมาไว้ดังต่อไปนี้

การขึ้นกุฎี

ณ วันอังคาร เดือน ๘ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๔๐ ปี พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ ท่านสั่งให้นายด้านจัดกุฎีวัดเทพศิรินทราวาส แขวนโคมแก้ว ปูเสื่อทุกกุฎี ที่กุฎีพระราชาคณะที่จะไปอยู่นั้น ตั้งอาสน์สงฆ์ ตั้งโต็ะหมู่ มีเครื่องแก้วเจียระไนสิ่งของต่าง ๆ พระวุฒิการบดีเชิญเสด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เสด็จมาเป็นอธิบดีสงฆ์ หม่อมเจ้าพระพิมลธรรม พระราชาคณะ รวม ๑๐ รูป เพลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเจริญผลภูลสวัสดิ์ ท่านทรงจุดเทียน พระสงฆ์สวดสัตตปริตร พระยาภาสกรวงศ์สั่งให้ศุภรัตจัดไตรแพร ๑ ไตร ผ้า ๑๙ ไตร สบงจีวรกราบพระสิ่งละ ๓ คลังวิเศษจัดของไทยทานที่นอน ๒๓ เสื่ออ่อนหมอนอิง ๒๓ บาตรมีถุงเข้มขาบริ้ว ๑ บาตรถุง สักหลาด ๑๙ ร่มฝรั่ง ๒๐ ตะบะเครื่องน้ำร้อน ๒๐ มุ้งประทุน ๒๐ มุ้ง โคมตั้ง ๒๐ โคม ตะบะหมาก ๒๐ ย่ามโหมดเทศ ๑ ย่ามอัตลัด ๑๙ เครื่องบูชา ๒๐ โคมแก้วกลม ๒๐ โคมกระโถนกาลายครามสิ่งละ ๒๐ พระยาภาสกรวงศ์จัดสิ่งของเพิ่มส่วนของพระอริยมุนี สำหรับเสนาสนะเตียงนอน ๑ โต๊ะล้างหน้ามีเครื่องพร้อมสำรับ ๑ โต๊ะต่ำสำหรับเขียนหนังสือโต๊ะ ๑ ชั้วชั้น ๑ ชั่วชั้นวางหนังสือและสิ่งของ ๑ ชั้ววางสิ่งของตั้งมุมกุฎี ๑ คู่ ที่ใส่หมึกปรอนที่ ๑ โต๊ะกลม ๑ โต๊ะ ฟุตไม้ดำติดฝาหนังใหญ่ ๑ เล็ก ๑ รวม ๒ ผ้าปูโต๊ะ ๑ ผืน เก้าอี้เล็กหุ้มผ้าน้ำมัน ๖ เก้าอี้ใหญ่สำหรับอ่านหนังสือหมอนอิงปัก ๑ โต๊ะเล็กวางข้างเก้าอี้ใหญ่ ๑ คู่ ม้าเท้าดำไม้ชิงชัน ๔ ม้า พรมผืนใหญ่ ๑ โคมระย้า ๓ กิ่ง ๑ โคมติดฝาผนังอย่างดี ๑๒ โคม โคมแขวน ๖ โคม โคมตั้งอย่างดี ๑ คู่ หีบเขียนหนังสือ ๑ กล่องญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอย ๕ ใบเถา ๑ หีบญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอยอย่างดีสำหรับไว้บุหรี่ ๑ ที่ไว้บุหรี่ญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอยหมุนได้อย่างฝรั่ง ๑ ที่สำหรับเขี่ยเถ้าบุหรี่ญี่ปุ่น ๑ กล่องหมากญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอย ๑ ตะบะญี่ปุ่นเป็นรูปปลา ๑ คนโทถ้วยจานรองหยกเขียวลายดอกไม้ ๑ ถ้วยยาลายครามถาดญี่ปุ่นรอง ๕ ถ้วย ๑ เถา หีบยามีขวดยาต่าง ๆ หีบ ๑ ศิลาบด ๑ เครื่องสูบ ๑ เครื่องกรองน้ำมีก๊อกติดฝาผนัง ๑ สำรับ หม้อกรองน้ำเครื่องเหล็กมีม้าตั้ง ๑ หม้อน้ำลายคราม ๑ คู่ ขันฝาครอบลงหินอย่างดี ๑ สำรับกระโถนถ้วยลายทองใหญ่ ๑ กระโถนแก้วเล็กมีถ้วยน้ำด้วย ๑ กระโถนถ้วยขาว ๓ ใบเถา ๑ กาต้มน้ำร้อนมีเตาน้ำมันปิโตรเลียม ๑ ถาดชาเครื่องชุด ๑ หม้อรองกาแฟ ๑ เครื่องกาแฟพานแก้วเจียระไน ๑ คู่ เชิงเทียนแก้ว ๑ คู่ ระฆังใหญ่ ๑ เล็ก ๑ ขวดหยกสีชมพูปักดอกไม้ ๑ คู่ กระถางต้นไม้ลายครามมีจานรอง ๔๐ สำรับ เสื่อกาบมะพร้าวเช็ดเท้า ๑ นาฬิกาติดฝาผนัง ๑ นาฬิกาซุ้มตั้ง ๑ นาฬิกานกร้อง ๑ ปรอทสำหรับดูร้อนหนาวและดูลมกระจกกรอบปฎิทินมีแผนที่โลก ๑ ตะบะหมากกระมีเครื่องในกระพร้อม ๑ ถ้วยญี่ปุ่นจานรอง ๑ ฉากรูปติดฝา ๑๖ เครื่องแต่งกุฎีสำหรับเสนาสนะพระสงฆ์ทั้ง ๒๐ รูป ตะบะหมากญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอยมีเครื่องพร้อมทั้ง ๒๐ สำรับ หีบหมากญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอย ๒๐ ที่สำหรับเขี่ยเถ้าบุหรี่ญี่ปุ่น ๒๐ หีบ ญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอยสำหรับไว้บุหรี่ ๒๐ หีบญี่ปุ่นประดับเกล็ดหอยมีเครื่องเขียนหนังสือพร้อม ๒๐ กระดานชนวนศิลามีกรอบ ๒๐ ถาดชาถ้วยญี่ปุ่นป้านจานรองชุดขาว ๒๐ กาสานเตี้ยถ้วยถังลายคราม ๒๐ กระโถนลายคราม ๓ ใบเถา ๒๐ ขันล้างหน้าหยกมีถ้วยและชามอ่าง ๒๐ ผ้าเช็ดหน้า ๒๐ พรมเล็ก ๒๐ โคมหวดมีกระจุกน้ำมันปิโตรเลียม ๒๐ โคมตั้งน้ำมันปิโตรเลียม ๒๐ โคมหิ้วรูปไข่ ๒๐ คนโทกะหลาป๋ามีจานรองถ้วยแก้ว ๒๐ อ่างมังกรมีฝา ๒๐ ขวดโหลน้ำตาลทราย ๒๐ ขวดโหลใบชา ๒๐ ขวดโหลน้ำมันปิโตรเลียม ๒๐ ขวดโหลกาแฟ ๒๐ ชามขาวใหญ่มีฝา ๒๐ ร่มกระดาษ ๒๐ อ่างมังกรมีสิ่งของคาวหวาน ๒๐ ตะเกียงติดฝาผนังตามน้ำมันปิโตรเลียม ๒๐ ถาดทองเหลืองคาวมีชามฝาขาว ๕ ถ้วยเล็ก ๑ ช้อนญี่ปุ่น ๒๐ สำรับ (บัดนี้ยังมีอยู่) ถาดรองชามข้าวเล็ก ๒๐ ถ้วยฝรั่งลายทอง ๒๐ สำรับ ถังสังกะสี ๒๐ เรือแหว็ด ๔ แจว มีม่านมีเบาะเครื่องเรือพร้อมลำ ๑ เรือสำปั้น ๔ กระทง เรือสำปั้น ๓ กระทง มีเครื่องพร้อม ๒ ลำ ของเอาไว้เป็นส่วนของกลาง ขันน้ำมีฝาจอกลอย ๑๐ กระโถนทองเหลืองใหญ่ ๑๐ กระโถนทองเหลืองลายคราม ๑๐ ชามฝรั่งขาว ๒๔ ชาม ชามฝาลายคราม ๕ ใบเถา ๑๐ ใบเถา ชามอ่าง ลายผักชี ๑๐ ชาม อ่างสังกะสี ๕ โถน้ำวุ้น ๓๐ โถ ช้อนถ้วยลายคราม ๕๐ ช้อน หลอดโคมต่างๆของอะไหล่ ๕๐

ณ วันพุธ เดือน ๘ ขึ้น ๔ ค่ำ พระอนุรักษ์ราชมนเทียร นายจ่าช่วงไฟประทีปวังจัดกระบวนแห่ มีธงมังกร ๓๐ คู่ ธงตะขาบ ๓๐ คู่ ธงเสือปีก ๔ คู่ ปี่พาทย์กลองแขก พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองจัดกระบวนแห่ ธงจีนใหญ่ ๑ สิงโต ๒ ล่อโก๊ ๒ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงจัดกระบวนแห่ ทหารม้าถือธงปี่พาทย์แตร ๑ สำรับ ธงช้าง ๕ คู่ ทหารขี่ม้าสวมเสื้อเกราะ ๓ คู่ รถเทียมม้าคู่ ๔ ม้า รถพระไตรปิฎกเทียมม้า ๑ รถเทียมม้าพระอริยมุนีรถ ๑ รถเทียมม้าฐานา ๓ องค์ มาในรถนั้น ๑ รถเทียมม้า ๔ รถ พระอันดับมาในรถนั้นรถละ ๔ รูป รถเทียมม้าสามเณรมาในนั้น ๓ รถเทียมม้า ๕ รถพระครูฐานาอันดับไปส่งเจ้าหมื่นสรรเพชรภักดีจัดกระบวนแห่สิงโต ๑ ล่อโก๊ ๑ ปี่พาทย์ ๑ กลองพะม่าช้างแทนคน ๑ แขกตีรำมะนา ๑๐ คู่ จีนเล็กนายอำเภอจัดกระบวนแห่สิงโต ๑ ล่อโก๊ ๓ สำรับ รถสหัสเดชะ ๑ ล่อโก๊ ๑ รถกลองแขก ๑ พระยาอนุรักษ์ราชมนเทียรจัดกระบวนแห่ มีธงต่าง ๆ ๓๐ คู่ อุบาสิกาถือดอกไม้ธูปเทียน ๕๐ คู่ เวลาเช้า ๓ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางประตูพรหมโสภา ทรงรถพระที่นั่งพร้อมไปด้วยทหารตำรวจมหาดเล็กขี่ม้านำตาม เสด็จออกประตูพิมานไชยศรี ตรงมาประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวป้อมเผด็จดัสกร เสด็จทางสถลมารค เลี้ยวถนนเจริญกรุง ตรงไปสะพานเหล็ก เลี้ยวถนนหน้าวัง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ประทับพลับพลายกหน้าวัดเทพศิรินทราวาส พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฝ้าอยู่ในที่นั้น มีพระบรมราชโองการสั่งพระยามหามนตรีศรีองครักษ์ให้ตำรวจไปสั่งให้เดินกระบวน แห่ พระยาอนุรักษ์ราชมนเทียรเดินกระบวนแห่ ข้ามสะพานเหล็ก ถนนบำรุงเมือง ตรงลงไป เลี้ยวถนนหน้าวัดเทพศิรินทราวาส พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฝ้าอยู่ในที่นั้น มีพระบรมราชโองการสั่งพระยามหามนตรีศรีองครักษ์ให้ตำรวจไปสั่งให้เดินกระบวน แห่ พระยาอนุรักษ์ราชมนเทียรเดินกระบวนแห่ ข้ามสะพานเหล็ก ถนนบำรุงเมือง ตรงลงไป เลี้ยวถนนหน้าวัดเทพศิรินทราวาส ครั้นทรงทอดพระเนตรกระบวนแห่เสร็จแล้ว พรงพระที่นั่งราชยานพร้อมไปด้วยตำรวจมหาดเล็กนำตามเสด็จประทับเกยวัดเทพศิริ นทราวาส เสด็จพระราชดำเนินขึ้นกุฎีพระอริยมุนี ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประเคนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ หม่อมเจ้าพระพิมลธรรม พระราชาคณะ รวม ๑๐ รูป รับพระราชทานฉัน พระอริยมุนี ฐานาอันดับ รวม ๒๐ รูป สามเณร ๓ พระราชาคณะพระครูฐานาอันดับแต่บรรดาที่ไปส่ง ของหลวงพระราชทานข้าวกระทง ๗๐ กระทง ครั้นพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว มีพระบรมราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสีหนาทสั่งให้นิมนต์พระสงฆ์ พระวุฒิการบดีรับพระราชโองการ นิมนต์พระอริยมุนี ๑ พระปลัด พระสมุห์ พระใบฎีกา อันดับ ๑๖ รวม ๒๐ รูป สามเณร ๓ พร้อมกันขึ้นไปบนกุฎี เจ้าพนักงานแตรสังข์ปี่พาทย์ก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ หม่อมเจ้าพระพิมนธรรม พระราชาคณะ ๑๐ รูป สวดชัยมงคลขึ้นทันใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอ่านคำประกาศพระราชทานที่วิสุงคามสีมา ครั้นทรงอ่านเสร็จแล้ว พระราชทานแผนที่วิสุงคามสีมาแก่พระอริยมุนี พระศุภรัตจัดผ้าไตรแพร กับสิ่งของไทยทานเหมือนที่ว่ามาแล้วนั้น พระราชทานพระอริยมุนีเป็นอันมาก พระราชทานไตรผ้าและสิ่งของไทยทานฐานาอันดับ ทรงพระกรุณาโปรดให้พระเจ้าบรมมไหยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ถวายผ้าไตรกับสิ่งของเครื่องบริขารมีพร้อมเป็นอันมากเหมือนกันทั้ง ๓ รูป พระราชทานสบง จีวร อังสะ เสื่ออ่อน หมอนอิง กระดานชนวนศิลา ร่ม สิ่งของต่าง ๆ สามเณรทั้ง ๓ เณร ครั้นถวายพระสงฆ์ ๒๐ รูปเสร็จแล้วถวายผ้าสบงหมากพลูธูปเทียน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ หม่อมเจ้าพระพิมลธรรม พระราชาคณะเหมือนกันทั้ง ๑๐ รูป สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนตรัศมี กรมหลวงจักรพรรดิพงศ์ ท่านถวายไตรเครื่องไทยทานต่าง ๆ แก่พระอริยมุนี คนโทมีจานรอง ๒๓ ร่มฝรั่ง ๒๓ ถ้วยแก้วน้ำเย็น ๒๓ หีบหมากญี่ปุ่น ๒๓ ถ้วยลายคราม ๒๓ กาสาน ๒๓ โคมร่มตามน้ำมันปิโตรเลียม ๒๓ เสื่ออ่อนหมอนอิงอย่างละ ๒๓ ถวายฐานาอันดับสามเณรเหมือนกันทั้ง ๒๓ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ท่านถวายโคมอย่างดีตามน้ำมันปิโตรเลียมแก่พระอริยมุนี นอกกว่านั้นถวายนาฬิกาล็อกใหญ่เหมือนกันทั้ง ๒๐ รูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเต้าทักษิโณทก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ถวาย ยถา สพพพุทธาเจ้าพระธรรมุณหิศธาดาถวายอติเรก เวลาย่ำเที่ยงเสด็จกลับทางถนนบำรุงเมืองถึงพระบรมมหาราชวัง สิ้นการขึ้นกุฎีวัดเทพศิรินทราวาส

ทรงบริจาคพระราช ทรัพย์สร้างพระอาราม

สม เด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงษ์วรุตมพงษบริพัตร วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอประกาศแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย และพระสงฆ์ซึ่งอยู่ในพระอารามนี้ ฤาจะมาแต่จาตุรทิศทั้ง ๔ และชนทั้งปวงให้ทราบทั่วกันว่า พระอารามนี้ได้ทรงพระราชดำริสถาปนาขึ้นใหม่ โดยพระราชหฤทัยประกอบด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาคุณ เจริญรุ่งเรืองในพระบรมราชสันดาน ทรงระลึกถึงบุรพาธิการกิจ กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์บรมราชชนนี ซึ่งเสด็จทิวงคตเสียแต่ในเวลาพระชนมายุตั้งอยู่ในปฐมวัย ยังมิได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการใหญ่ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นต้นเหตุ จึงได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สร้างพระอารามนี้ ฉลององค์สมเด็จพระบรมราชชนนี เป็นเหมือนกับท่านได้สร้างด้วยพระองค์ แล้วพระราชทานนามพระอารามนี้ว่าวัดเทพศิรินทราวาส อนุโลมตามพระนามสมเด็จพระบรมราชบุรพการิณี กำหนดชั้นนอกซึ่งเป็นบริเวณของพระอารามนี้ ด้านทิศปราจีนยาวไปตามคลองผดุงกรุงเกษม ๕ เส้น ยืนไปตามด้านทิศทักษิณ ๕ เส้น ๙ วา ๒ ศอก แล้วเลี้ยวไปตามด้านหลังพระอารามข้างทิศประจิม ๕ เส้น ๑๒ วา ๑ ศอก แล้วเลี้ยวมาข้างพระอารามทิศอุดร ๕ เส้น ๑๐ วา บรรจบที่มุมเดิม แต่เขตกำแพงชั้นในล้อมพระอุโบสถนั้น ด้านทิศบุรพาประจิมยาว ๒ เส้น ๑๒ วาเท่ากัน ด้านทิศทักษิณอุดรกว้าง ๑ เส้น ๑๙ วาเท่ากัน สีมาวัตถุที่ตั้งสีมาทั้ง ๘ นั้น ในทิศบูรพากำหนดด้วยต้นอชปาลนิโครธ ทิศอาคเนย์กำหนดด้วยต้นจิก ทิศทักษิณอุดรกำหนดด้วยบ่อน้ำ ทิศหรดีกำหนดด้วยต้นเกต ทิศประจิมกำหนดด้วยก้อนศิลาใหญ่ ทิศพายัพกำหนดด้วยต้นรัง ทิศอีสานกำหนดด้วยต้นหว้า เป็นสำคัญสีมานิมิตในภูมิเขต ซึ่งมีที่สังเกตด้วยอัฏฐสีมาวัตถุดังกล่าวมานี้ ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นที่วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกส่วนหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขต เป็นที่วิเศษสำหรับพระสงฆ์ซึ่งมาแล้วและยังไม่ได้มาแต่จาตุรทิศ อาศัยอยู่ประพฤติศาสนพรหมจรรย์ และสั่งสอนเล่าเรียนพระธรรมวินัย และทำสังฆกรรมน้อยใหญ่ตามวินัยปฏิบัติทุกประการ ทรงพระราชอุทิศพระราชกุศลนี้ถวายเฉพาะกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์บรมราช ชนนี ที่เสด็จทิวงคตแล้ว เสด็จอยู่ในอมรทิพพาลัยใด ๆ ก็ดี ขอจงได้ทรงอนุโมทนาพระราชกุศลนี้เหมือนได้ทรงสร้างด้วยพระองค์แล้ว ได้สำเร็จประโยชน์และความสุขส่วนคุณวิบุลผลอันไพศาล จงทุกประการ เทอญ

ประกาศ ไว้ ณ วัน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีขาล สัมฤทธิศก พุทธศาสนกาล ๒๔๒๑ พรรษา เป็นวันที่ ๓๕๒๒ ในรัชกาลปัจจุบันนี้

อิ ทํ มยา รญญา ปรมินทมหาจุฬาลงกรณสมา สยามวิชิเต รชชํ การยตา





พระนิรันตราย

ตั้งแต่ยกวัดแล้วล่วง มา ๓ เดือน โปรดให้เชิญพระนิรันตรายมาประดิษฐานไว้เป็นที่สักการบูชาในวัดนี้องค์หนึ่ง พระนิรันตรายนั้นเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ ๔ ซึ่งได้โปรดให้หล่อขึ้นปีละองค์ ทรงพระราชดำริไว้ว่า จะเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดธรรมยุตวัดละองค์ แต่ยังหาได้ทันเชิญไปไม่ พอสิ้นรัชกาลนั้น ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงอนุวัตรตามพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมชนกาธิราชเจ้า จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญไปไว้ในวัดธรรมยุตที่พอสมกันในโอกาสอันควร สำหรับวัดนี้โปรดให้เชิญมา ณ วันพุธที่ ๓ ตุลาคม มีข้อความแจ้งอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ หน้า ๒๒๘ (จ.ศ.๑๒๔๐) ดังสำเนาต่อไปนี้

ณ วันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๔๐ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ท่านสั่งให้เจ้าพนักงานจัดกระบวนแห่ธง ๕ ชาย ๒ ธง ธง ๓ ชาย ๑๒ ธงเสือปีก ๑๖ ธงมังกร ๑๕๐ ธงตะขาบ ๑๕๐ คู่ แห่ ๑๕๐ ปี่พาทย์วง ๑ กลองแขกวง ๑ กลองชนะ ๓๐ แตรงอน ๖ แตรฝรั่ง ๔ สังข์ซ้ายขวา เครื่องสูง ๒ สำรับ จ่าปี่ ๑ จ่ากลอง ๑ ราชยานกง คนหาม ๑๒ คู่เคียง ๕ คู่ เชิญพระนิรันตรายขึ้นสถิตบนพระราชยานกง ภูษามาลาถวายพระกลดกำมะลอ ตั้งกระบวนที่หน้าประตูพิมานไชยศรี แห่ออกจากประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวป้อมเผด็จดัสกร เลี้ยวถนนบำรุงเมือง ตรงไปสะพานเหล็กวัดสระเกศ แห่ไปตามถนนเลี้ยววัดเทพศิรินทราวาส เชิญพระนิรันตรายขึ้นในโรงพระอุโบสถ เวลาบ่าย ๕ โมง นิมนต์พระอริยมุนีฐานาอันดับ รวม ๑๐ รูปเจริญพระปริตร รุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๗ ค่ำ ของหลวงเลี้ยงพระสงฆ์ สำรับคาวหวานหมากพลูธูปเทียน ผ้าสบงเหมือนกันทั้ง ๑๐ รูป สิ้นการแห่พระนิรันตรายไปวัดเทพศิรินทราวาสแต่เพียงนี้

พระฤกษ์พระอุโบสถ

เมื่อเชิญพระนิรันตรายมา ประดิษฐานล่วงได้ ๑๒ วัน จึงเสด็จพระราชดำเนินทรงก่อพระฤกษ์พระอุโบสถ ซึ่งได้ฝังรากก่อฐานมั่นคงเรียบร้อยแล้ว มีรายละเอียดอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ หน้า ๒๔๓ (จ.ศ.๑๒๔๐) ดังสำเนาต่อไปนี้

ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๒ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๔๐ ปีพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ท่านสั่งให้นายงานจัดการแต่งที่วัดเทพศิรินทราวาส ปลูกปะรำ ปักฉัตรผ้าขาว และธงรูปสัตว์ต่าง ๆ ดอกไม้สด ตามประทีปรอบพื้นพระอุโบสถที่จะได้ก่อพระฤกษ์ พระวุฒิการบดีนิมนต์พระอริยมุนีฐานาอันดับ รวม ๒๑ รูป หลวงโลกทีปนุ่งขาว สวมเสื้อขาว ตั้งบัตรพลี อ่านมนต์ชุมนุมเทวดา เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระสงฆ์เจริญพระปริตร รุ่งขึ้น ณ วันจันทร์ เดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางประตูพรหมโสภา ทรงรถพระที่นั่งพร้อมด้วยทหารตำรวจนำตาม เสด็จทางประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวป้อมเผด็จดัสกร เสด็จทางสถลมารค เลี้ยวถนนบำรุงเมือง ข้ามสะพานเหล็กวัดสระเกศ ประทับวัดเทพศิรินทราวาส ประทับในพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระอริยมุนีถวายศีล ครั้นทรงศีลจบแล้ว ได้พระฤกษ์เช้า ๕ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินทรงเกลี่ยเงินเกลี่ยสอปูนอันระคนปนด้วยน้ำหอม แล้วทรงโปรยด้วยทองคำทราย ทรงก่อด้วยอิฐทอง อิฐเงินอิฐนาก พระสงฆ์ถวายชัยมงคล เจ้าพนักงานแตรสังข์ปี่พาทย์ ก็ประโคมขึ้นในทันใดนั้นหลวงโลกทีปตั้งบายศรีตอง ๓ ชั้น ศีรษะสุกรบูชาพระฤกษ์ ครั้นทรงก่อพระฤกษ์พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาสเป็นพระฤกษ์เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินมาประทับในพระอุโบสถ พระราชทานไตรและผ้าขาวเป็นมหากฐิน พระสงฆ์สวดเสร็จแล้ว ครองไตรพระราชทาน โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ทรงถวายบาตรเครื่องบริขารกฐิน เวลาย่ำเที่ยงเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง ของหลวงพระราชทานสำรับเลี้ยงพระสงฆ์คาว ๒๑ สำรับหวาน ๒๑ สำรับ สำรับเคียง ๒๑ สำรับ สบงหมากพลูธูปเทียนสิ่งละ ๒๑ เหมือนกันทุก ๆ องค์สิ้นการก่อพระฤกษ์พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส

ในพรรษาแรกมีภิกษุจำ พรรษา ๒ รูปทั้งเจ้าอาวาส สามเณร ๓ รูป ภิกษุสามเณรเหล่านั้นมากับพระอริยมุนีในคราวยกวัด เว้นแต่อีกรูปหนึ่งอุปสมบทขึ้นเมื่อยกวัดแล้ว ในพรรษาต่อ ๆ มาคงมีจำนวนในระหว่าง ๒๐ ถึง ๓๐ รูปเศษ ส่วนสามเณรมี ๑๐ รูปเป็นอย่างมาก ในการอุปสมบทกุลบุตรสำหรับวัดนี้ เจ้าอาวาสเป็นแต่อุปสัมปทาจารย์ ต้องนิมนต์พระอุปัชญาย์มาจากต่างวัด ได้ยินว่า ท่านเจ้าคุณจันทรโคจรคุณ (จนทรํสี ยิ้ม) วัดมกุฏกษัตริยาราม มาเป็นพระอุปัชฌายะ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทโว สา) ก็เสด็จมาเป็นพระอุปัชฌายะบ้าง ได้ยินว่าโปรดพระอริยมุนีให้อาราธนาไปสวดนาคที่วัดราชประดิษฐ์บ้าง โปรดที่ท่านว่าอักขระชัดเจนดีส่วนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ไม่ได้เสด็จมาประทับเป็นพระอุปัชฌายะเพราะทรงเลิกเป็นพระอุปัชฌายะทั่วไป เว้นแต่จำเป็น เช่นในการอุปสมบทนาคหลวงบางคราวจึงทรงหน้าที่นั้นบ้าง

อุบาสกอุบาสิกาที่มาฟัง ธรรมจำศีลในวัดนี้ไม่มากนัก เพียงจำนวน ๓๐ คนเป็นอย่างสูงด้วยสมัยนั้นถนนหนทางยังมีน้อย มีถนนบำรุงเมืองสายหนึ่งที่ไปใกล้ตอนเหนือวัด ส่วนทางหลังวัดและทางทิศใต้มีทางเดินลัดทุ่งกับสวน ยังไม่มีถนนพลับพลาชัยและถนนหลวงเช่นทุกวันนี้ ทั้งหมู่บ้านก็ห่าง ๆ ไม่หนาแน่น ทำเลของวัดก็น่าจะเป็นอย่างวัดนอกเมือง ซึ่งมีลักษณะคล้ายวัดป่า อีกประการหนึ่งเพราะเป็นวัดที่สร้างใหม่ ยังมีใคร ๆ รู้จักน้อยคน ทั้งท่านเจ้าอาวาสก็นับว่าเป็นคนใหม่ในถิ่นนี้ เพียงที่มีคนไปฟังธรรมจำศีลตามจำนวนนั้นก็ดีหนักหนาแล้ว

ในส่วนขนบธรรมเนียม ตลอดถึงระเบียบไหว้พระสวดมนต์ ดำเนินตามแบบวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อท่านเจ้าอาวาสยังอยู่สำนักวัดบวรนิเวศวิหารนั้น เป็นครูพระพิธีธรรม ครั้นออกมาปกครองวัดนี้ ทางคณะจึงมอบให้เป็นหน้าที่ของท่านที่จะฝึกสอนทำนองสวดพิธีธรรม พระพิธีธรรมก็มีประจำวัดต่อมา และนับได้ว่าท่านเป็นครูเดิมในการสอนแบบสวดสรภัญญวิธีแก่วัดนี้ ซึ่งยังทรงกันสืบมาจนถึงสมัยปัจจุบัน

เงินบำรุงในส่วนอาหารภัต ปีแรกยกวัดได้รับพระราชทานจำนวน ๓ ชั่ง ณ วันพุธที่ ๑๑ กรกฎาคม อันตรงกับดิถีคล้ายวันพระราชสมภพแห่งกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์โปรดให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ เป็นไวยาวัจกร พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้นทรงมอบให้พระยาเพชรพิชัย บ้านในตำบลยศเส ช่วยอำนวยการซื้อหาหุงต้มอาหารนำถวายพระสงฆ์สามเณรวัดนี้ เป็นอัตราเดือนละ ๒๐ บาท ปีหนึ่งก็พอดีหมดเงิน ๓ ชั่ง และเงินจำนวนนี้ได้รับพระราชทานตลอดมา

เลขข้าพระมีจำนวนเท่าไร ไม่ได้ความ ไม่อยู่ในปกครองของวัด มีเจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บัญชี นายเวร เป็นผู้กำกับไปตามหน้าที่ เจ้ากรมมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิทักษ์เทพาวาส ปลัดกรมเป็นขุนเสนาสน์บริบาล สมุห์บัญชีเป็นหมื่นวิหารชนานุรักษ์ นายเวรเป็นหมื่นประจักษ์พลานุบาล เฉพาะ ๓ ตำแหน่งต้น มีประทวนตราตั้ง ส่วนตำแหน่งนายเวรไม่มีประทวน เป็นแต่ให้จดทะเบียนไว้ รวมขึ้นในกรมพระสุรัสวดีทั้งหมด

พระกฐินเป็นของหลวง ครั้งแรกเสด็จพระราชดำเนินทรงทอดในลำดับแห่งการก่อพระฤกษ์พระอุโบสถเสร็จ เสด็จทางชลมารคไม่กี่ครั้ง เมื่อถนนเรียบร้อยดี ก็เสด็จทางสถลมารถ บางทีโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าฟ้าเสด็จแทนพระองค์ แต่อย่างช้าในระยะ ๓ ปี ก็เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดครั้งหนึ่ง

การศึกษาพระธรรมวินัย ภาษาไทย ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน ส่วนภาษาบาลีได้พระมหาดิศเป็นครู และอุบาสกอุบาสิกาบริจาคทรัพย์จ้างนายบุตร เปรียญ มาสอนอีกคนหนึ่ง ภายหลังมีครูหลวงมาสอนคนหนึ่ง คืออาจารย์รอด เปรียญ แต่ได้สอนไม่กี่วันก็มรณะเสีย อาจารย์บุตร เปรียญ คงสอนต่อมา ในชั้นต้นอาศัยพลับพลายกในบริเวณหน้าวัดเป็นโรงเรียน เมื่อการเปรียญเสร็จแล้ว จึงย้ายจากพลับพลามาสอนในการเปรียญ สมัยนั้นการสอบในสนามหลวงไม่มีทุกปีเว้นระยะ ๓ ปีบ้าง นานกว่านั้นบ้าง จึงเปิดสนามสอบครั้งหนึ่ง ในยุคที่ ๑ นั้น มีสนามหลวงเปิดสอบครั้งเดียว คือเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๒๕ (ซึ่งนับเป็นครั้งที่ ๓ ในรัชกาลที่ ๕) สำหรับวัดนี้สอบได้ ๓ ประโยครูปหนึ่ง คือสามเณรสิทธิ ส่วนวิชาภาษาไทยยังไม่มีโรงเรียน ภิกษุสามเณรผู้ปกครองเด็กต่างฝึกสอนศิษย์ของตน ๆ ตามความสามารถและโอกาสอันควร

การก่อสร้างในหน้าที่ ช่างหลวง ทำกันสาดสังกะสีที่กุฎีเจ้าอาวาส แต่กุฎีอื่นหาได้ทำไม่การเปรียญก็ทำเสร็จในยุคนี้ และเริ่มลงเข็มฝังรากฐานพระวิหารยอดปรางค์ ส่วนพระอุโบสถนั้นนับแต่ได้ทรงก่อพระฤกษ์แล้ว ได้ก่อเสาราย เสาชานหน้า เสาเอ็นผนังและผนัง เสารอบประธานพนักลูกแก้วเชื่อมเสาราย ทั้งนี้เป็นลำดับมา รวมเวลา ๒ ปีเต็ม ถึงต้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๒๓ จึงเริ่มยกขื่อ กำหนดฤกษ์ยกขื่อตอนย่ำรุ่ง วันศุกร์ที่ ๓๐ เมษายน ปรากฎในหมายรับสั่งว่า ต้องระดมคนเกณฑ์กว้านยกขื่อเข้าที่เป็นจำนวน ๖๐ คน คือช่างหลวง ๑๕ กองฟั่นเชือก ๔ กองพระยาเวียงในนฤบาล ๒ กองหลวงไกรสรเดช ๒ กองพระพิเดชสงคราม ๘ กองพระรามพิชัย ๘ กองพระยาพิทักษ์ภูบาล ๕ ในจำนวนนี้รวม ๔๔ คน และให้หมู่แสงชำระปืนมาสมทบอีก ๑๐ คน ปืนโรงใหญ่ซ้าย กองพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ๔ คน ปืนโรงใหญ่ขวา กองพระยาอัคนีสราภัย ๒ คน รวมทั้งสิ้นเป็น ๖๐ คน หลังจากการยกขื่อเข้าที่ล่วงมาได้ ๔ เดือนเศษ จึงยกอกไก่ กำหนดฤกษ์ยกอกไก่ เวลา ๘ นาฬิกา ๓๖ นาทีก่อนเที่ยง วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กันยายนนับตั้งแต่ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๒๓ ต่อมาจนตลอดยุคที่ ๑ การสร้างส่วนบนของอุโบสถยังไม่เสร็จในเดือนมีนาคม ปลายปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๒๓ นั้น มีงานพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เมื่อเสร็จงานพระเมรุแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญพระเบญจาทรงพระโกศเฉพาะชั้นกลางกับชั้นบนมาไว้ในวัดนี้ เพื่อตั้งบนชุกชีในพระอุโบสถต่อไปแต่วันอังคารที่ ๒๙ ในเดือนเดียวกันนั้น ส่วนพระเบญจาเล็ก ๔ ทิศชั้นล่าง โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญไปไว้วัดราชบพิธ เป็นต้น พระเบญจานั้นปรากฎในหมายรับสั่งว่า มีพระบรมราชโองการให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ กับเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต ต้นสกุลมานิตยกุล) ซึ่งครั้งนั้นยังอยู่ในตำแหน่งพระยา ช่วยกันอำนวยการสร้างโดยพระราชประสงค์ เมื่อเจ้าพนักงานเชิญพระเบญจามาจัดตั้งไว้บนชุกชีในพระอุโบสถ แต่ยังไม่มีพระประธาน เพราะยังไม่ได้โปรดให้หล่อขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๒๒ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพหม่อมแย้ม ซึ่งเป็นหม่อมมารดาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ที่เมรุตึกซึ่งเจ้าภาพงานศพนั้นสร้างขึ้นเป็นถาวรวัตถุ พูดกันว่ามีขึ้นเป็นตัวอย่างทีแรกคราวนี้ ที่คณะใต้ตอนตะวันออกเมรุตึกนั้นยกพื้นเป็นอย่างรูปกุฎีใหญ่ในคณะเหนือ ต่างแต่เมรุนี้มีเฉลียง ๓ ด้าน เว้นด้านหลัง ส่วนกุฏีใหญ่คณะเหนือมีแต่เฉลียงหน้าเท่านั้น และความจริงที่สร้างเมรุตึกเป็นรูปกุฎี ก็ด้วยกุศลเจตนาจะอุทิศถวายเป็นกุฏีในภายหลังเมื่อเสร็จการพระราชทานเพลิงศพ แล้ว เมรุตึกนั้นหันหน้าไปทางทิศเหนือ ท่านเจ้าภาพงานศพได้ขอพระบรมราชานุญาตสร้างอนุสรณ์เป็นที่บรรจุอัฐิหม่อม แย้ม ก่อกระโจมตึกครอบและมีซุ้มโถงยื่นไปข้างหน้า (คือทิศเหนือ) อยู่ตอนขวาของเมรุตึกก่อกำแพงทึบโอบเป็นบริเวณของเมรุตึก และอนุสรณ์ซึ่งก่อชักมาจากกำแพงวัดแนวหน้า แล้ววกไปประจบกำแพงวัดแนวใต้ ท่วงทีเหมือนบริเวณกุฎีเจ้าอาวาสในคณะเหนือ เมื่อเสร็จการเมรุศพแล้ว ท่านเจ้าภาพได้ถวายเมรุตึกนั้นเป็นกุฎีสงฆ์ กุฎีนี้ต่อไปจะเรียกว่ากุฎีหม่อมแย้ม (เพื่อให้คำสั้นและตรงกับความหมายของผู้แต่งตำนานนี้) กุฎีคณะใต้คงมีแต่กุฎีหม่อมแย้มหลังเดียว นอกนั้นยังไม่ได้สร้างขึ้น

การก่อสร้างอันเป็นส่วน ของวัดก็มีบ้าง พระปลัดนาม (กาฬนาโม) ซึ่งเป็นฐานานุกรมของท่านเจ้าอาวาส เป็นกำลังช่วยในการนี้ตลอดมา เพราะเหตุว่าท่านมีความรู้ในการช่าง พอจะรับภาระแบ่งเบาได้ตามสมควร ถนนคณะเหนือก่ออิฐเป็นพื้นหลังเต่า อนึ่ง ทำเสาคันชักปักกลางสระน้ำสำหรับห้อยโพงตักน้ำ และทำห้องอาบน้ำมีรูปคล้ายกัปปิยกุฎีในบริเวณกุฎีท่านเจ้าอาวาส แต่ขนาดย่อมกว่านิดหน่อย ฝังตุ่มเป็นที่ขังน้ำในห้องอาบน้ำเรียงกัน และทอดท่อเชื่อมสำหรับระบายน้ำเฉลี่ยกันได้ตลอดทุกตุ่ม บอกบุญ ก่อพระเจดีย์ดินครั้งหนึ่ง (เป็นการพิเศษต่างคราวจากการก่อพระเจดีย์ทรายของหลวง) อาศัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ซึ่งครั้งนั้นยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ฯ ทรงช่วยเป็นพระธุระในการนั้นด้วย การก่อพระเจดีย์ดินครั้งนั้น ทำที่บริเวณหน้าวัดตอนใน ตลอดมาจนจดกำแพงแก้ว ผู้ก่อได้ทำรูปแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน คือก่อเป็นรูปเจดีย์บ้าง ก่อเป็นบัลลังก์แล้วปั้นเป็นพระพุทธรูปประดิษฐานบนบัลลังก์นั้น และมีกิ่งโพธิปักไว้ด้วย สมมติเป็นพระศรีมหาโพธิบ้าง ที่ปั้นเป็นรูปพระสาวกก็มีและยังทำรูปอย่างอื่น ๆ ประกอบอีกมาก เป็นการประกวดฝีมือปั้นกันอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งมีการสมโภชอย่างครึกครื้น เมื่อเสร็จงานฉลองแล้ว ก็เกลี่ยดินถมที่ลุ่มบางแห่งซึ่งเลือกเฉพาะที่จำเป็น

ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๒๖ ในเดือนท้ายฤดูฝน เมื่อวันมหาปวารณาผ่านพ้นไปแล้วเพียงวันเดียว ท่านเจ้าอาวาสอาพาธเป็นอหิวาตกโรค ถึงมรณภาพโดยปัจจุบันทันด่วน บรรดาศิษย์และผู้นับถือเมื่อได้ทราบข่าว ต่างก็เกิดความสลดเศร้าใจ และมีความอาลัยถึงท่านเป็นอันมาก เพราะเมื่อท่านยังมีชีวิตปกครองอยู่นั้น เป็นผู้มีน้ำใจโอบอ้อมอารี เป็นธุระดูแลกิจสุขทุกข์ของภิกษุสามเณรและศิษย์วัดทั่วถึง ทั้งเอาใจใส่สั่งสอนบรรพชิตคฤหัสถ์เสมอมา แม้ว่าท่านถึงมรณภาพล่วงลับไปภายในระยะกาลอันเร็วนักก็จริง แต่ก็ได้ทำการอันสำคัญให้บรรลุล่วง เป็นผลสำเร็จก่อนถึงอวสานแห่งชีวิต คือข้อที่ท่านพยายามบำรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม จนมีเปรียญเกิดขึ้นประจำสำนัก อันนี้สมควรเป็นอนุสรณีย์อย่างประเสริฐของท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญของวัดสืบมา

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์