เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
เทพศิรินทร์สำนึก
เทพศิรินทร์สำนึก
โดย : พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ท.ศ.70-74 อดีตประธานรัฐสภา

ผมห่างเหินจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ไปเสียนาน จนไม่ทราบว่าชีวิตนักเรียนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ลูกน่ะเข้าเทพศิรินทร์ เหมือนกันแต่หลานเรียนโรงเรียนอื่น เลยไม่มีอะไรเกี่ยวกับเทพศิรินทร์ปัจจุบันมาเล่าให้ปู่ฟัง

จะเขียนอะไรลงไปก็ไม่ค่อยสบายใจเพราะตัวเอง เป็นคนโบราณที่ค่อนข้างจะครึ ฟังคนสมัยใหม่เขาพูด ดูคนสมันใหม่เขา ประพฤติ ทั้งในโรงเรียน ตามถนนหนทาง ในสนามกีฬาแม้แต่ในสภา รู้สึกว่าเป็นความผิดของเราเองที่มีชิวิตอยู่นานไป จนได้เปรียบเทียบความเป็นไปในสมัยต่างๆถ้าตาย เสียแต่เมื่อยังเป็นคน "ร่วมสมัย" คงจะเป็นสุขกว่า

ปัญหาบางอย่างตั้งแต่เรื่องบ้านเมือง มาจนถึงเรื่องจะหาอะไรกิน จะไปว่าใครถูก ใครผิดเห็นจะไม่ได้ เพราะนานาจิตตัง ปล่อยวางเสียทั้งหมดอย่างหลวงพ่อชาท่านว่า ไม่มีตัวกู ของกู อย่างท่านพุทธทาสท่านสอน ก็คงทุกข์น้อยลง

เมื่อผมเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ (ก็ประมาณ ๖๕ปีมาแล้วเห็นจะได้) บางสิ่งบางอย่างที่นักเรียนวัยรุ่นเขาทำกันตามปกติเพราะมัน ไม่ผิดกฏหมายที่ตรงไหน เช่นสูบบุหรี่,ถ่มน้ำลาย (ไม่พูดว่าขากเสลดล่ะ) หรือพูดมึงพูดกูกัน สบถว่าอ้ายบ้าบ้างไอ้ฉิบหายบ้าง ท่านอา- จารย์ผู้ปกครอง คือ เจ้าคุณจรัลชวนะเพท ท่านก็เอาไม้เคาะตาตุ่มเอา แล้วให้เหตุผลเพียงว่า "เทพศิรินทร์เขา ไม่ทำกัน"

การทำผิดหรือประพฤติตัวไม่เรียบร้อยแม้แต่ไม่ ทำการบ้านครูประจะชั้นมีสิทธิจับนักเรียนเฆี่ยนหน้าชั้นได้ หรือถ้าผิดร้ายแรง ก็ส่งตัวไปให้อาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นฝรั่ง (มิสเตอร์ เอน.แอล.เซลลี่) เฆี่ยนเอาเจ็บๆ ก็ไม่มีเสียงประท้วง ผู้ปกครองไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ไม่มีการเรียกร้องสิทธิมนุษย์ชนไม่มีการเดิน ขบวนยกป้ายไล่ครูนักเรียนที่เคยถูกครูเฆี่ยนตีเขาออกมาเป็นเศรษฐีเงินล้าน เป็น นายพล เป็นรัฐมนตรี กันออกเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง ผมได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ครูจะเฆี่ยนนักเรียนก็ไม่ได้ เพราะสมัยประชาธิปไตย สมัยสิทธิมนุษย์ชน สมัยเดินขบวนเรียกร้อง มนุษย์เลวๆ ที่เป็นนักเรียนมันจึงยกพวกตีกัน แทงกัน ยิงกัน อ้ายพวกที่ไม่ระห่ำถึง ขนาดก็เที่ยวเอาสีสเปรย์ไปพ่นตามกำแพง ตามสะพานเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด ขายขี้หน้าชาวต่างบ้านต่างเมือง

.. .. นี่มันอะไรกัน

ครูบาอาจารย์หรือพ่อแม่ไม่สั่งสอนกระนั้น หรือ?

จะไปโทษครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะเพียงแต่สอนหนังสือให้มันมีความรู้ไปทำมาหากินได้ โดยไม่ต้องไปล้วง กระเป๋า ไปจี้ ไปปล้น ไปข่มขืนใคร ท่านก็หนักจะแย่อยู่แล้ว โทษพ่อแม่ก็ไม่ได้เพราะท่านต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว ลูกต้องออกจาก บ้านแต่เช้ามืด ข้าวก็ไม่ได้กิน ไปยืนโหนดมขี้เต่าคนอยู่บนรถเมล์ซึ่งขึ้นราคาไม่ได้หยุด ถ้าอยากรังแกคนจนมากขึ้นไปก็ เพียงแต่ทาสีมันเสียใหม่ แล้วขึ้นราคาเอง

พวกมีสตางค์หน่อย ก็ต้องขับรถไปส่งลูกแต่เช้าเหมือนกัน เอาข้าวไปป้อนกันในรถ ทูนหัวให้ค่าทางด่วน( ซึ่งมันไม่ด่วนสม ชื่อ ) ที่เพิ่งขึ้นจากสิบบาทเป็นสิบห้าหยกๆ ก็มาขึ้นมันอีกเท่าตัวเป็นสามสิบบาท กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ทั้งพ่อแม่ ทั้งลูก กระเดือกอาหารถุงเข้าไป แล้วก็นอนแผ่ จะเอาเวลาที่ไหนไปสั่งไปสอนกันล่ะ

มันเป็นเช่นนั้นเอง ใครจะช่วยได้

ที่ตึก "แม้นนฤมิตร" ( ก็ไม่รู้ว่าดันไปเปลี่ยนชื่อเสียทำไม ทำให้ประวัติของเทพศิรินทร์ หายขลังหมด เรือรบไทยและทั้งต่างประเทศ เมื่อปลดระวาง เขาสร้างเรือใหม่ยังต้องเอาชื่อเก่ามาใช้ เพราะมันเป็นเกียรติ เป็นประวัติ) ตึกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เคยทรงศึกษา ที่นายกรัฐมนตรีหลายคนของไทยแถมนายกรัฐมนตรีมาเลเซียด้วย เคยถูกเคี่ยวเข็ญมาชั้นล่างมี"แผ่นทอง"ไว้จา รึกชื่อนักเรียนที่ทำความดีความชอบ เช่นช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมี"หนังหมา"ไว้จารึกผู้ประพฤติเลวทรามต่ำช้า

ตลอดเวลาห้าปีที่ผมเรียนอยู่เทพศิรินทร์ เคยเห็นชื่อในแผ่นทองหลายครั้ง แต่บนหนังหมาไม่เคยเห็นชื่อใครเลยคงเป็นเพราะ ความเลวขนาดนั้น"เทพศิรินทร์เขาไม่ทำกัน" อย่างเจ้าคุณจรัลฯท่านว่า

นี่ก็น่าภูมิใจในความเป็นเทพศิรินทร์


ชั้นบนจะมีกระดานป้ายจารึกด้วยตัวทอง มีชื่อเรียงกันมาเป็นแถว เป็นชื่อของนักเรียนที่สอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้ซ้ำมีชื่อ พ่อด้วยแสดงว่าลูกดีเขาก็ยกย่องไปถึงพ่อ

นักเรียนเก่าที่มีชื่อเสียง เช่นหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ ทรงแต่งหนังสือเรื่องละครแห่งชีวิต เป็นนวนิยายแนวแปลกที่ยัง ไม่เคยมี ท่านแต่งให้วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นพระเอกเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ พระยาภักดีนรเศรษฐ์ ลงทุนซื้อหนังสือ ละครแห่งชีวิต แจกนักเรียนชั้นมัธยม๘ ทุกคน ตอนนั้นผมอยู่แค่มัธยม๖ จึงไม่ได้รับแจกกับเขาด้วย

เทพศิรินทร์ปั้นนักเขียนเก่งๆขึ้นมาเยอะ เช่น คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), คุณโชติ แพร่พันธุ์(ยาขอบ), คุณสด กูรมะ- โรหิต, คุณครูอบ ไชยวสุ(ฮิวเมอริสต์) เป็นต้น ตอนหลังคุณกุมุท จันทร์เรือง แต่งเรื่อง My boyhood in Siam เป็นภาษาอังกฤษ พิมม์ในอเมริกา ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

อยากให้เทพศิรินทร์ปัจจุบันเอาเป็น ตัวอย่างบ้าง

นักฟุตบอลของเราก็เก่ง ที่ยังมีชีวิตอยู่และเคยได้เป็นรัฐมนตรีหลายสมัยก็คุณสุนทร หงส์ลดารมภ์ ท่านเล่นทั้งรุ่นกลางและ รุ่นใหญ่ในปีเดียวกัน เตะเท้าเปล่า ไม่ต้องสวมรองเท้า นักเทนนิส ชนะเลิศแห่งประเทศไทยก็เช่น คุณเสนาะ วรรณางกูร และคุณเมืองเริง วสันตสิงห์ เป็นต้น

กรีฑาก็ไม่ใช่ย่อย ถ้า คุณเป้งเทียม ไชยพฤกษ์ เข้าแข่งขันยิมนาสติก ปีไหน ก็ปีนั้นไม่มีใครแย่งเหรียญทองไปได้ เหรียญ ทองสำหรับการแข่งกันกีฬาสมัยนั้นเป็นเหรียญ ทองคำจริงๆ เหรียญเงินก็เงินจริงๆ ไม่ใช่เหรียญชุบทองอย่างสมัยนี้ เหรียญ หมั่นมาโรงเรียนถ้าถึง ๙ปีก็ได้เหรียญทองคำเหมือนกัน ความจริงเข้าเรียกเหรียญหมั่นเรียนเฉยๆแต่ผมเรียกเหรียญหมั่น มาโรงเรียน เพราะเขาถือว่าในแต่ละปีใครไม่ลากิจ ลาป่วยเลย และมาสายได้ไม่เกิน ๓ครั้ง ก็ได้รางวัลหมั่นเรียนละ แต่ใน ห้องเรียนหมั่นหรือไม่หมั่นไม่ทราบได้ ที่สอบไล่ตกก็มี

พวกมือบอนก็พอมีบ้าง แต่ไม่ได้เที่ยวพ่นสีเปรอะไปอย่างเด็กสมัยนี้ สิ่งที่เขาใช้คือชอล์ค ( ลบออกได้ง่าย )เขียน ไว้ที่ฝาห้องส้วมไม่ใช่รูปหรือข้อความหยาบคาย อะไร แต่เป็นกลอนทำนองสร้างสรรค์ด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างก็ได้

"สักวามาขี้ดีดีหน่อย
ค่อยๆปล่อยบรรจงให้ลงถัง
อย่าทำเปรอะเลอะลามตามลำพัง
คนข้างหลังมาขี้ยังมีเอย!"

ดังนี้เป็นต้น

โรงเรียนชาย/หญิงสมัยนั้นเขาจับกันเป็นคู่ๆ เช่นสวนกุหลาบกับเสาวภา, เทพศิรินทร์กับสายปัญญา เรียนจบแล้วแต่งงานกัน ไปจริงๆ ก็หลายคู่ ไม่เชื่อถามคุณอุดม ชาตบุตร (กรรมการสมาคมนักเรียนเก่าหลายสมัย) ดูซี แดนใครแดนมันไม่ล่วงล้ำกัน

โรงเรียนที่เป็นคู่ปรับแข่งดีไม่ว่าจะในทาง การเรียนหรือการกีฬา มักจะยกตัวอย่างกันว่าคือสวนกุหลาบกับเทพศิรินทร์ แต่ เขาไม่ยกพวกตีกันหรอก เพียงแต่หยอกล้อกันสนุกๆ เช่นเพลงเชียร์ของเทพศิรินทร์ว่า:-

"สีเขียวเหลือง เรื่อเรืองตา งามหนักหนา น่าเอ็นดู"
สวนกุหลาบเขาก็เอาไปแปลงว่า
"สีเขียวเหลือง น่าเคืองตา ชมพูฟ้า น่าเอ็นดู"
ดังนี้เป็นต้น ฝ่ายเทพศิรินทร์ก็โต้ว่าถ้าสวนกุหลาบแน่จริงทำไมคุณยอห์น ก็อดเฟร่ย์ (นักฟุตบอลเสื้อสามารถ) กับคุณอำไพ สาริก บุตร จึงมาเรียนที่เทพศิรินทร์เล่า (เพราะคุณยอห์นเป็นลูกอาจารย์ก็อดเฟร่ย์ ซึ่งสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่สวนกุหลาบ และคุณอำไพ เป็นลูกหลวงวิศาลดรุณกร อาจารย์ผู้ปกครอง โรงเรียนสวนกุหลาบ)

เทพศิรินทร์สมัยก่อนกวดขันด้วยจริยศึกษากัน มากจนถึงกับเวลาไปสมัครงาน (ไม่ได้แย่งกันยุ่งยั่บอย่างในเวลานี้) ท่าน อธิบดีเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ พอรู้ว่ามาจากเทพศิรินทร์ก็ไม่ถามอะไรต่อยินดีรับไว้เลย

ที่เป็นดั่งนี้เพราะจำนวนนักเรียนมีน้อย เพียง ๕๐๐ หรือ ๖๐๐ คน ครูแต่ละท่านอยู่นานมาก ไม่ย้ายไปไหน จึงรู้จักนักเรียน เป็นอย่างดีทุกคน เจ้าคุณจรัลชวนะเพทอาจารย์ผู้ปกครองนั้น ท่ายอยู่เทพศิรินทร์มาตั้งแต่เป็นครูชุ่ม กสิกะผลิน จนมีบรรดา ศักดิ์เป็น ขุนจรัลฯ แล้วเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวง, พระ, พระยา ที่เทพศิรินทร์นี่เอง สอนมาตั้งแต่พ่อถึงลูก แต่พี่ถึงน้อง ท่านจึงปั้นลูกศิษย์ของท่านจนเป็นนายก รัฐมนตรีไปหลายคน

อย่าว่าแต่ครูบาอาจารย์ที่อยู่นานๆเลย แม้แต่ภารโรงก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นหลักของเทพศิรินทร์ เช่นลุงเมฆ หัวหน้า ภารโรงซึ่งแต่งตัวเรียบร้อย นุ่งผ้าพื้นสีน้ำเงินแก่ สวมเสื้อชั้นนอกเป็นประจำเมียแกชื่อแม่กลีบ นั่งขายขนมอยู่หน้า ห้องยิม ก็เป็นที่ปรึกษาข้อข้องใจหรือปัญหาชีวิตของนักเรียนด้วย อีกคนหนึ่งชื่อตารอด ซึ่งคุณสด กูรมะโรหิต เขียน ไว้ว่าหน้าเหมือนม้าหมากรุก (เหมือนจริงๆเสียด้วย) คนพวกนี้ก็รู้จักนักเรียนดี หลายปีต่อมา ใครไปได้ดีมีชื่อเสียง อะไร แกเล่าประวัติให้ฟังได้ว่าเมื่อเด็กๆเป็นคนอย่างไรเคยทำอะไรบ้าง

ที่โรงอาหารนั้นข้าวต้มเจ๊กโย่ง หรือก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕สตางค์เท่านั้น เดี่ยวนี้ปา เข้าไป ๑๕บาท (หรือ๑๕๐๐สตางค์) หมูสะเต๊ะไม้ละสตางค์เดียว (เดี๋ยวนี้ ๒บาท)

เขากระแนะกระแหนกันว่าเทพศิรินทร์เป็น โรงเรียนผู้ดีเพราะมีเจ้านายมาก เช่น พระองค์เจ้าจุมภฎฯ (กรมหมื่นนครสวรรค์ฯ) โอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต, พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล โอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศร์, พระ องค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช ( เจ้าชายนักแข่งรถดาราทอง ) โอรสสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช เป็นต้นก็จริงแต่ เป็นบางส่วน เพราะในบรรดานักเรียนเทพศิรินทร์นั้น เด็กธรรมดาแถวสวนมะลิ หรืออ้ายตี๋ขายกาแฟที่สะพานยศเสก็มีที่เถึยง ไม่ได้ก็คือเทพศิรินทร์ทำให้เจ้านายได้ทรง รู้จักชีวิตของเพื่อนฝูงที่อยู่คนละระดับและเชิดชูคนที่ด้อยโอกาสให้ภาคภูมิ ใจที่ได้เป็น เพื่อนกับเจ้านาย และเรียนรู้ "สมบัติผู้ดี" ไปในตัว

ปมเด่นต่างๆของเทพศิรินทร์ที่เล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่จะ "เบ่ง" โอ้อวด หรือชักชวนให้เอาไปข่มใคร เขาจะศอกกลับเอา เพราะนักเรียน เก่าเทพศิรินทร์ที่เป็นกุ๊ยก็มี อยากแต่จะให้เทพศิรินทร์รุ่นหลังๆและนักเรียนเทพศิรินทร์ปัจจุบัน เลือกดูนักเรียนเก่าที่ได้ดีมีชื่อ เสียง จะได้พยายามระมัดระวังตัวไม่ทำชั่ว และตั้งหน้าตั้งตาทำความดีให้เหมือนท่าน หรือสูงกว่าท่านให้ได้ สุภาษิตฝรั่งเขามีอยู่ว่า " Whatever man has done, man can do "

การเกิดมาเป็นคนไม่พิกลพิการ นับว่าวาสนาดีอยู่แล้วการได้เป็นคนไทยได้นับถือพระพุทธศาสนา ( หรือศาสนาอื่นก็ไม่ว่ากัน เพราะทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี) นับว่าโชคดีขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ยิ่งการมีโอกาสได้เข้าเรียนที่เทพศิรินทร์ด้วย ย่อมเป็นอภิ มหาโชคจริงๆ ในจำนวนประชากรเกือบหกสิบล้านคน จะมีสักกี่คนที่เคราะห์ดีอย่างนี้นักเรียนเทพศิรินทร์ทุกคน มีโอกาสเท่า กันที่จะถีบตัวขึ้นไปดวงดาว มีโอกาสที่จะเป็นรัฐมนตรี, เป็นนายพล, เป็นเศรษฐีเงินล้าน (หรือร้อยล้าน), เป็นนักกีฬา แม้เบื่อ ความฟอนเฟะของสังคมจะเลือกไปบวชก็มีโอกาสเป็น พระราชาคณะให้คนกราบไหว้ทั่วเมือง

เทพศิรินทร์ "ครอบวิชา" ไว้ให้เสมอหน้ากันหมดไม่เลือกที่รักมักที่ชังอยู่แต่ที่ตัวเราเองเท่านั้น ที่จะได้รับการอบรม บ่มนิสัย คือทั้งอบ ทั้งรม ทั้งบ่ม ให้ซึมซาบอาบเอิบเข้าไปในตัวจนชุ่มช่ำ แล้วเคลือบออกมาให้เห็นที่ผิวนอก เหมือน รุ่นปู่, รุ่นพ่อ, รุ่นพี่ ที่เขาประสบความสำเร็จกันมาแล้ว

ลูกหลานทั้งหลาย จงภูมิใจในความเป็นเทพศิรินทร์ อย่าทำให้เทพศิรินทร์ต้องผิดหวัง จึงนับได้ว่าไม่เสียชาติเกิด

ทุกปี สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์กับโรงเรียนเทพศิรินทร์ จะร่วมกันประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมสักการะ แด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ผู้พระราชทานเกียรติยศอันสูงสุดให้แก่โรงเรียนและทรงมีพระมหากรุณา ธิคุณสุดที่จะพรรณา

เมื่อก่อนนี้ ใครเลยจะนึกว่าโรงเรียนเก่าแก่เต็มไปด้วยประวัติที่น่าภาคภูมิใจของเรานี้ จะได้มีโอกาสรับใช้ สนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์หนึ่งของประเทศไทย

ในการที่พระองค์ท่านได้เสด็จเข้ามาทรงศึกษาใน โรงเรียนเทพศิรินทร์นั้น คงไม่ใช่เหตุบังเอิญเป็นแน่นอนสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยอย่างกล้าหาญ และ ถูกต้องที่ให้พระโอรสองค์ใหญ่เสด็จ เข้ามาทรงรับการศึกษาในโรงเรียนนี้ เสด็จเข้ามาทรงปะปน เล่นหัว กับเด็กไทยธรรมดาสามัญ จากทุกตระกูลทุกอา ชีพของผู้ปกครอง ตั้งแต่พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้า, พระองค์เจ้าต่างกรม, เจ้าพระยาเสนาบดี, พ่อค้า, ข้าราชการ, ลง มาจนกระทั่ง อ้ายตี๋ แถวสะพานยศเส นี่เป็นการปูพื้นของจอมราชันย์ที่จะต้องปกครองคนทั้งประเทศ

จริงอยู่ในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังคงพระอนามัยดีอยู่ และไม่มีเหตุการ์ณที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะเดาได้ เลยว่าจะทรงสละราชสมบัติ นอกจากนั้นถึงแม้จะมีคนคิดเกินเลยไปว่า ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง มีอันเป็นไปด้วยประการใด ก็ยังมีเจ้านาย ที่พระชันษาสูงกว่าอีกหลายพระองค์ และ อยู่ในฐานะที่สูงกว่าในทางราชวงศ์ ด้วยคือหลายท่านทรงเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ในขณะที่เจ้าชายพระองค์น้อยของเราเป็นพระวรวงศ์เธอพระ องค์เจ้าอานันทมหิดลผู้ที่ศึกษากฎหมาย หรือ ผู้ที่สนใจใจกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ จึงจะทรายโดยทางนิติ นัยแล้วผู้ที่มีสิทธิอันดับหนึ่งที่จะสืบราช สมบัติต่อจากองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ พระวรวงศ์เธอพระ องค์เจ้าอานันทมหิดล พระองค์นี้

การให้เจ้าชายองค์น้อยทรงมีเพื่อนในทุกฐานะ และทุกสาขาอาชีพ คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าให้เข้าทรงศึกษาในโรงเรียนธรรม ดาที่ประชาชนคนไทยเขาเข้าเรียนกัน ถ้าจะเทียบกับคติที่กำลังเห่ออยู่มนสมัยนี้ก็คือให้มี "รุ่น" นั่นเอง และก็ทรงได้เลือก โรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้น เกล้าล้นกระหม่อม หาที่สุดมิได้ และ เป็นเกียรติยศ อันสูงสุด แก่โรงเรียน แก่ครู แก่นักเรียนเก่า และแก่นักเรียนปัจจุบันทุกคนของโรงเรียนนี้

เมื่อการเป็นดังนี้ จะเป็นการพอเพียงหรือไม่ที่เราจะเอาแต่เบ่ง ในหนังสือที่ระลึกต่างๆ หรือเพียงแต่วางพวงมาลาถวายความสักการะกัน เพียงปีละครั้ง

เราควรจะจำ " ใส่กะลาหัว" เอาไว้ว่า เมื่อเราได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่๘ ทรงเข้ารับการศึกษา เราจะต้องสนองพระมหากรุณาธิคุณนั้นด้วยการเป็น พลเมืองที่ดีประพฤติ ดีอยู่ในกรอบของศีลธรรม มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ประกอบอาชีพสุจริตไม่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงเรียน โดยละเว้นความชั่วทุกชนิดทั้งกาย วาจา และใจ หมั่นประกอบแต่คุณงามความดีตลอดชีวิตนี่แหละจึงจะนับว่าไม่ เสียชาติเกิด และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์กับเขาด้วยคนหนึ่ง

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์