เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
แม่รำเพย ให้อะไรแก่เรา
แม่รำเพย ให้อะไรแก่เรา
โดย : นายสรรพสิริ วิริยศิริ

ก็ไม่แปลกอะไรที่เพิ่งจะมาถามไถ่ไล่เลียงเอากับตัวเองว่าได้อะไรมาบ้างจากสิบเอ็ดปี ที่เคยเป็นนักเรียน โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ถึงจะพ้นจากรั้วเขียวเหลือง มาตั้งครึ่งศตวรรต เข้านี่แล้ว ผมยังเป็นลูก แม่รำเพยคนหนึ่งอยู่ดีและจะเป็นไปจนกว่าจะตายแบบว่าถึงแก่อนิจกรรม หรือถึงแก่กรรมเฉยๆ เพราะ ที่จะเอาถึงแก้อสัญกรรมนั้นชาตินี้ไม่มีหวังเสียแล้ว

ถึงแม้จะได้แค่ตาย ไม่มีทางได้อสัญกรรมกับใครเขา แต่ผมก็ยังภูมิใจละที่สามารถทำได้อย่างน้อยก็ไม่ เสียทีที่เคยเล่าเรียน ในสถานศึกษา ที่มีอุดมการณ์ว่า นสิยา โลก วฑฒโน ดีกว่าอีกตั้งเยอะที่พอถึงอสัญ กรรมไปแล้ว ผู้คนดีใจไปตามๆกันว่าโลกจะได้หายรกไปอีกหน่อยว่ะ

ก่อนอื่นต้องขอคุยเสียหน่อยตามประสาคนที่ไม่ค่อยมีดีอะไรจะคุย ว่าผมน่ะหาใช่นักเรียนโรงเรียนเทพศิ รินทร์เท่านั้นไม่ แต่เป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์เต็มยศเลย ซึ่งในยุคที่แม่รำเพย อายุอานาม ปาเข้าไปตั้งร้อยปียังงี้คงจะมีเหลือไม่มากมายเท่าไหร่หรอก

เรื่องมีอยู่ว่าสมัยที่ผมนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ใส่เสื้อนอกสี(บางทีก็)ขาว ขัดกระดุมทองเหลืองห้าเม็ด สวม หมวกฟางร่วมสมัยกับตลกแว่นตาโต"ฮาโรลด์ ลอยด์" เดินหิ้วกระดานชนวนไปโรงเรียนอยู่นั้น โรงเรียน ของผม อาศัยอยู่วัดข้างๆบ้าน และ สอนหนังสือตั้งแต่ประถมสามชั้นขึ้นไป ถึงมัธยมอีกแปดชั้น จึงได้ชื่อ ว่าโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์

โรงเรียนที่อาศัยอยู่วัดข้าง ๆ บ้านผมนี่ จะชื่อเสียงเรียงนาม ยังงี้ตั้งแต่ เมื่อร้อยปีก่อน หรือยังไง ผมไม่ ทราบตอนนั้นยังไม่เกิด เท่าที่ทราบเมื่อตอนที่เกิดดิบดีจนสี่ห้าขวบแล้วก็แค่ว่าที่ผมต้องจำใจเดิน ไปโรง เรียนกะเขาด้วยนั้น ก็เพราะพวกพี่ๆเขาไปกันหมดแล้ว ถึงเวลาอันจำเป็นที่ต้องจำใจไปผมก็ไปกะเขามั่ง ก็แค่นั้น ไม่เคยได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะได้อะไรจากโรงเรียน

พอมาตั้งคำถาม ซักไซ้ไล่เรียงตัวเองว่า เทพศิรินทร์ให้อะไรแก่เราบ้าง จึงเพิ่งมาได้คิดว่าสิ่งที่เคยได้ ในอ้อมอก แม่รำเพยนั้นมากมายมหาศาล ด้วยคุณค่าเกินกว่าที่เราจะมีโอกาสทดแทนพระคุณได้ ในชั่วชีวิตน้อยนิดที่เหลือ

ผมเพิ่งได้คำตอบให้ตนเองว่า ที่เราเป็นตัวเป็นตน พอนับเนื่องเป็น"คน" มิใช่เป็นเพียงแค่"มนุษย์" หรือ ขยะสังคมกะเขาคนหนึ่ง ก็ได้อาศัยรากฐานความเป็น "คน" ท ี่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ อบรมบ่มนิสัยมาให้ทั้งนั้น

บ้านเดิมของผม อยู่ยศเส ฝั่งตรงข้ามกับที่เคยเป็นโรงหนังเฉลิมเขตในอดีตต่อมานั่นแหละ พ่อของผมมี ลูกเยอะเพราะท่านเป็นคนขยันไม่ชอบอยู่เฉยเฉยและสมัยนั้นทีวียังหามีดูไม่ คุณมีชัยก็ยังไม่เกิดลูกเต้ามี กี่โหล ต่อ กี่โหลถ้าเป็นผู้ชาย ท่านก็ส่งเข้าเทพศิรินทร์ ถ้าเป็นผู้หญิง ก็เดินต่ออีกหน่อยไปถึงสายปัญญา

พี่ๆเขาไปโรงเรียนกัน ผมก็ต้องไปมั่ง ไม่ได้หวังจะเอาดิบดีเอาดีอะไรมิได้ เพิ่งจะมาได้คิดเอาก็ตอนนี้ว่า นี่ดีนะ ที่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนที่พยายามพร่ำสอนคนให้ไม่เป็นคนรกโลก ถ้าไม่งั้นตอนนี้เรานี่มันจะรก โลกซักแค่ไหนยังไม่รู้เลย

คงมีโอกาสเป็นคนรกโลกได้ยาก ถ้าหากเป็นคนเคยผ่าน โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์มาแล้ว โดยคำว่า โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ผมมิได้หมายความถึงสิ่งก่อสร้าง อย่างเช่น ตึกแม้นฯ ตึกเยาว์ฯ หรือ แม้ กระทั่งซุ้มประตูโบสถ์เท่านั้นไม่ หากหมายถึงสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณจรัลฯ ครูเทือก ครูประนอม ครูหม่อมเจ้า หรือ ครูทอง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์บุญถิ่น อาจารย์ศิระ ประภา หรือว่า อาจารย์สุนทร ไม่ว่าจะเป็นไอ้มัด ไอ้คีน หรือว่าไอ้ลี่

นี่ต้องอธิบายกันหน่อย เดี่ยวจะหาว่า ลบหลู่ครูบาอาจารย์ คือว่า ท่านใดมียศฐาบรรดาศักดิ์ เราก็เรียกเจ้า คุณ คุณพระ ไปตามนั้น ถ้าเป็นครู ป.ป., ป.ม. กระทั่งครูพละ ครูวาดเขียน เราก็เรียกว่าครู ถ้ามีดีกรีห้อย ท้ายนั้นแหละ ถึงจะยกย่องให้เป็นอาจารย์ แต่ถ้านำหน้าว่า "ไอ้" แล้วไซร้ ก็เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงครูบา อาจารย์ที่เป็นฝรั่ง อย่างจะไปเรียกลับหลังว่าครูโธมัส หรืออาจารย์เซลลี่ยังงี้ก๊อเชยแย่

แต่มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง อย่างเช่น เจ้าคุณประสิทธิ์ศิริทรัพย์ ยังงี้ลับหลังใครๆ ก็เรียกท่านว่า "ไอแจ้" นี่อาจ จะเป็นเพราะถือตัวเป็นเพื่อนกับน้องชายของท่านชื่อ"ไอ้จี่" ก็เป็นได้ คงไม่ใช่เพราะความแค้นเคืองที่ท่าน ชอบเอาหนังสือตีศรีษะเป็นการสั่งสอนทำให้เราฉี่รดที่นอนอยู่เป็นนิจสินหาไม่

ผมเดินข้ามสนามฟุตบอล ผ่านประตูซุ้มโบสถ์ไปๆมาๆ ระหว่าง ตึกแม้นนฤมิตร กับตึกเยาวมาล์อุทิศ เพื่อ แข็งใจให้ผ่านสามชั้นประถมกับอีกแปดมัธยมอย่างทุลักทุเลได้ในเวลาพอดีสิบ เอ็ดปีไม่ขาด เพราะไม่เคย ได้พาสส์ ไม่เกินเพราะขี้เกียจรอจบพร้อมรุ่นพ่ออบ่างเช่นพ่อสาย กาญจนมุสิก หรือ ประกอบเกื้อ บุนนาค เอาแค่ไม่เคยสอบไล่ตกคุณคุณทั้งหลายก็เซอร์ไพรส์กันเหลือเกินอยู่แล้ว

ก็ต้องซูฮกให้ในความพยายามของครูบาอาจารย์ทั้งท่านที่กล่าวถึงมาแล้ว และที่ไม่มีที่พอจะกล่าวถึงซึ่งท่าน อุตส่าห์ยัดเยียดวิชาการ บรรจุแทนที่ ขี้เลื่อย ในขมองของผม พอให้ทำมาหากินได้ไม่ถึงกะอดตายมาตราบ เท่าทุกวันนี้

แต่สิ่งที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ประ สิทธิประสาทซึ่งอาจมีค่ามากกว่าวิชาการ คือความเป็น "คน" และ เป็นคนที่ไม่รกโลกเสียด้วย

ความเป็นนักเรียนในสถานสิขาสง่าพระนามทำให้พวกเราต้องมีระเบียบ วินัยศักดิ์ศรี ไม่ให้เสียทีที่เป็น "ลูกแม่รำเพย"


เป็นโชคดีของผม ที่เป็นนักเรียนอยู่ในยุคสมัยที่ระเบียบวินัย อยู่ที่ปลายไม้เรียว ความมีระเบียบวินัยที่ผม พอพอมีนิดๆหน่อยๆทุกวันนี้ส่วนใหญ่ได้มาแต่สมัยนั้นจากปลายไม้เรียวมั่ง ไม้บรรทัดมั่ง แล้วแต่ว่าคุณ ครูท่านจะหยิบฉวยอะไรได้ใกล้มือที่สุด อย่างที่ตอนผมขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ในวันนั้น

ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นมะออกกานีหรือต้นมะขามนั่นไม่สำคัญ สำคัญก็อีตอนที่เหลือบแลลงมาที่โคนต้นไม้ หัวใจ ลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม มือไม้อ่อนจักกะแหล่น จะร่วงผลอย แทนที่จะค่อยๆปีนลงมา ค่าที่อีตา คนที่นุ่งผ้าม่วง ยืนขยับไม่เรียวขวับๆ อยู่ที่โคนต้นไม้นั่นน่ะไม่ใช่ใครอื่น เจ้าคุณจรัลชวนะเพทอาจารย์ผู้ปกครองที่พวกเรา มักจะแกล้งทำเป็นกลัวนั่นเอง

ที่ว่าแกล้งทำเป็นกลัวก็เพราะนักเรียนเทพฯทุกคนที่ทันยุคเจ้าคุณจรัล ชวนะเพทต่างรู้ดีว่าท่านเป็นคนที่ปาก ไม่ค่อยดี แต่ใจน่ะดี จะไม่ค่อยดี ก็ตรงที่ในมือของท่านมักจะมีไม้เรียวอยู่เป็นประจำ ยังกับ เป็นเครื่องประ ดับมือว่างั้นเถอะ

นอกจากสอนให้มีระเบียบสมกับที่ได้เล่าเรียนในสถานสิขาสง่าพระนามแล้ว โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ยังสอนให้เราเป็น นักกีฬา หรือ อย่างน้อยก็มีใจเป็น นักกีฬา สมกับ ที่เป็นนักเรียน ใน สำนักกีฬาสง่าสนาม

ศูนย์ส่งเสริมการกีฬาสำคัญที่สุดของนักเรียนเทพฯทุกยุคทุกสมัย อยู่ในซุ้มประตูโบสถ์ ซึ่งนานๆจะเปิดใช้ เป็นประตูเข้าออกเป็นทางการระหว่างโรงเรียนเทพฯกับวัดเทพฯเสียที ระหว่างตอนที่ปิดอยู่ซุ้มประตูนี้จึง เป็นสนามอินดอร์ซอคเกอร์ แห่งแรกของเมืองไทยในสมัยนั้น

คนที่มีสิทธิ เอาลูกเทนนิสเก่า ๆ เข้าไปเตะอัดข้างผนังซุ้มโบสถ์เปรี้ยวปร้างได้ในครั้งกระนั้น ก็มีแต่ พวกนัก ฟุตบอลตีนโตโตหน้าแข้วใหญ่ใหญ่ อย่างไอ้ที่ชื่อนายสาย นายอัมพร นายอรรณพ นายช่วง อะไรพวกนี้เท่า นั้นที่จะกล้าเข้าไปเป็นนักกีฬาลูกหนังซุ้มประตูโบสถ์ไอ้พวกตัวเท่าลูกหมา อย่างรุ่นผมนี่ไม่มีทางเข้าไปแหยม อย่างเก่งก็ได้แต่ใจเป็นนักีฬายืนดูอยู่ข้างนอกแค่นั้น

เออถ้าเป็นอย่างที่โรงยิมยังงี้ยังค่อยยังชั่ว มีกีฬาหลายอย่าง ที่พอเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ กับเขาได้เพราะมี แบ่งตามสัวนสัด ขนาดของร่างกายออกเป็นรุ่นรุ่น อย่างเช่นกีฬาชกมวยเป็นต้น

ครูบาอาจารย์อย่างเช่นครูมาลับ ชูพินิจก็ดี หรือ ครูทอง เอกบุศย์ก็ดีบอกกับผมว่ามวยเป็นกีฬาที่ลูกผู้ชาย อกสามศอกควรจะหัดให้เป็น ผมก็เชื่อ ทั้งๆที่อกยังไม่ถึงสองศอกดีเสียด้วยซ้ำ มาเลิกคิดเอาดีทางหมัดๆ มวยๆ ก็ตอนที่เจอเข้ากับเพื่อนที่ชื่อเสกศรี ธรรมสโรช

เพื่อนๆบอกอยู่ว่าอีตาเสกศรี นี่เห็นตัวเล็กๆ ยังงี้พ่อต่อยมวยเก่งเป็นบ้า ผมก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่ที่หาญเข้าไปท้าทาย นายเสกศรี ให้สวมนวมประลองฝีมือกัน ในโรงยิมวันนั้น อันที่จริง ตั้งใจจะให้เป็นมุขตลกเล่นสนุกๆเ ท่านั้นเอง คือผมแกล้งสวมนวมให้มันหลวมๆไม่ผูกเชื่อให้แน่นหนาหมายใจว่าจะแกล้ง ทำให้นวมหลุดใส่หน้าพ่อเสกศรี ให้เพื่อนฝูงได้ฮาเล่น พอเต้นหยองทำตลกได้สักพัก ผมก็ทำเป็นเหวี่ยงหมัด พยายามสะบัดให้นวมหลุด สะบัด เท่าไหร่เท่าไหร่ไอ้นวมเจ้ากรรมก็ไม่ยอมหลุดซักทีจนถึงทีสุดท้ายผมพยายาม สะบัดสุดแรงเกิดพอดีกับจังหวะ ที่พ่อเสกศรีกำลังเขยิบเข้ามาตามชั้นเชิงของคนเป็นมวย

นวมเจ้ากรรทข้างนั้นมันไม่ยักจะหลุดตามแรงสะบัด ดันอัดเข้าไปบนหน้าอีตาเสกศรี แบบครึ่งปากครึ่งจมูก ถึงกับหงายผลึ่งกันจ้ำเบ้าไม่เป็นท่า พอลุกขึ้นมาได้เท่านั้นหมอนั่นเกิดโมโหที่เสียหน้าไก่ ไล่ต่อยตุ้ยผมไม่ยั้ง มือ ถ้าผมเผ่นแน่บออกจากโรงยิมไม่ทันวันนั้นก๊อคงโดนน๊อคกลิ้งโค่โร่แหงแหง

ตั้งแต่วันนั้นโรงยิมก็เปลี่ยนฐานะจากสถานที่เพาะความเป็นนักกีฬา เหลือแค่ความมีใจเป็นนักกีฬา เพราะหมด หวังที่จะเอาดีทางเป็นนักมวยอาชีพเสียแล้ว แต่ ความเป็นนักมวยสมัครเล่นต่อกันหลังวัดนั้นพอมีอยู่บ้าง ตาม ปกติ เรียนโรงเรียนวัดไม่ต่อยกันหลังวัดจะให้ไปต่อยกันที่ไหนล่ะ

การต่อยกันหลังวัด ทั้งๆ ที่ไม่มีการสวมนวมโก้ๆ เหมือยอย่างต่อยกันในโรงยิม แต่มักไม่ค่อยมีใครได้แผล หรือแม้แต่ฟกช้ำดำเขียว เหตุผลก็อย่างที่ผมเคยนัดเข้าไปฟาดปากกับเพื่อนที่เลิกเป็นเพื่อนกันชั่ว คราวตอน ทะเลาะกันอย่างพ่อศิริวัฒน์ "ตาโป๋" วิเศษสิริคนนั้น

บ่ายวันหนึ่งหลังเลิกเรียน แค่บ่ายโมงสี่สิบห้า มีเวลาถมไป ที่จะไปตัดสินข้อพิพาทกัน หลังวัดตามระเบียบ ก่อนเริ่มต่อยกันก็ต้องทำความตกลงกันก่อนว่าจะชกกันแบบมวยไทยหรือมวยฝรั่ง เถียงกันจนเหนื่อยกว่า จะตกลงได้ว่าเอามวยวัดก็แล้วกัน เพราะต่อยกันหลังวัดนี่หว่า

จากนั้นต้องเถียงกันอีกพักใหญ่ว่าจะให้เพื่อนที่มุงดูคนไหนเป็น กรรมการห้าม ไอ้คนไหนให้เป็นกรรมการตัด สินในกรณีที่ไม่มีการน๊อคเอาท์ แล้วก็เถียงกันต่ออีกว่าไอ้คนใครจะเป็นคนลงมือต่อยก่อน

"ลื้อตัวใหญ่กว่า ต่อยอั้วก่อยซีวะ"ผมว่า "ไม่ได้โว้ยเดี๋ยวจะหาว่าอั้วรังแกเด็ก อั้วให้ลื้อต่อยก่อนก็ยังได้" ไอโป๋ว่าพร้อมกับลอยหน้าลอยตายื่นมาให้ชก

ใครจะไปชกกันให้โง่ ก็ตอนนั้นพวกเพื่อนๆที่แห่มาดูเป็นสักขีมันรำคาญแห่กลับบ้านกันหมดแล้ว มัวต่อยกัน ไปทำไมให้มันเจ็บเปล่าๆ เอาเป็นกลับไปคุยว่าต่างคนต่างชนะคะแนนทั้งคู่ก็ได้จะมีใครมาประท้วง

เรายังได้อะไรอะไรอีกเยอะแยะจากเทพศิริ นทร์อย่างเช่น Esprit de corp ที่สอนว่าให้สามัคคีนี่แหละล้ำเลิศ เป็นสิ่งที่จะไม่มีมิได้ในการยกพวกไปต่อยกับสวนกุหลาบวันชิงฟุตบอลรุ่นกลาง หรือตีกับบวรนิเวศวันชิงฟุตบอลรุ่นเล็กเป็นต้น

สำคัญและมีคุณค่ากว่าสิ่งอื่นใดที่พวกเรา ได้จากความเป็นนักเรียนเก่า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนมัธยม วัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ เฉยเฉย หรือจนกระทั่งอาจจะเป็นเทพศิรินทร์ ร่มเกล้า สิ่งที่ลูกแม่รำเพยทุกคนควรจำใส่ใจคือ"ความไม่เป็นคนรกโลก"

ขอให้เราตั้งปณิธานว่า ชั่วชีวิตนี้ มั่งมีดีจนแค่ไหนไม่สำคัญ ข้อสำคัญเราเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ เราจะไม่มีวันยอมเป็นคนรกโลก เราจะจดจำคำของท่านเจ้าอาวาสสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ไว้จนชีวิตจะหาไม่!!

นสิยา โลก วฑฒโน

สรรพสิริ วิริยศิริ ..... ท.ศ.๓๖๖๓

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์