เทพศิรินทร์

DSA Events
SUN
SAT
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หน้าแรก
ประวัติสมาคมนักเรียนเก่า
ทำเนียบนายกสมาคม
คณะกรรมการสมาคม
ชมรมครูเก่าเทพศิรินทร์
หอเกียรติยศนักเรียนเก่า
บทความจากนักเรียนเก่า
การสนับสนุนโรงเรียน
ตารางเทียบรุ่น
อัลบั้มรูป
อัลบั้มวีดีโอ
เพลงเทพศิรินทร์
เทพศิรินทร์ network
แฟ้มจดหมายข่าว
สมาชิกเว็บฯ ของแต่ละรุ่น
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
ติดต่อเรา

โรงเรียนเทพศิรินทร์
Green-Yellow Pages
เว็บบอร์ด

Social Network

facebook twitter youtube


จำนวนครั้งเข้าชม

DSA98 (178)
DSA104 (146)
DSA97 (86)
DSA105 (50)
DSA100 (49)
DSA109 (45)
DSA102 (44)
DSA101 (42)
DSA110 (41)
DSA99 (37)

จำนวนสมาชิกทั้งหมด 1284
จำนวนนักเรียนเก่าทั้งหมด 46719
เทพศิรินทร์ ยุคบ้านดีเมืองดี
เทพศิรินทร์ ยุคบ้านดีเมืองดี
โดย : ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์

ท่านที่เคารพ การที่จั่วหัวเช่นนี้มิใช่จะมองดูว่าในปัจจุบันนี้บ้านเมืองไม่ดี แต่ที่ว่าไปอย่างนี้ก็เพราะยุคที่ผมเป็นเด็กเทพ ศิรินทร์ จนถึงปีน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. ๒๔๘๕ นั้น บ้านเมืองดีกว่า เดี๋ยวนี้อย่างเหลือเชื่อ เงินแพง ข้าวแกงถูก มีตังค์ติดกระ เป๋าแค่ ๕ตังค์ กินอิ่มได้ทั้งคาวหวานฟังดูอย่างกับหนังแขก แต่มันก็เป็นความจริงที่คนร่วมสมัยต่างก็ยืนยัน นั่งยัน นอน ยัน ว่ามันเป็นอย่างนั้นทุกประการ

เรื่องราวของโรงเรียนเทพฯ ที่มีอายุครบ ๑๐๘ปีก็คงจะมีผู้รู้เขียนกันมากแล้ว อันที่จริงควรจะเล่าขานกันเป็นช่วงๆ ช่วง หนึ่งราว ๑๐ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วเขียวเหลือง

ดังนั้นผมก็จะขอเล่าเรื่องโรงเรียนในช่วง พ.ศ.๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงพ.ศ.๒๔๘๕ ตอนที่ญี่ปุ่นบุกและ น้ำท่วมใหญ่ก็แล้วกัน เพราะหลังจากนี้แล้วมันยุ่งยังกะอะไรดี ลำดับความไม่ค่อยจะถูกให้ดิ้นตาย

ความทรงจำที่บรรเลงเรื่อยเจื้อย ณ บัดนี้ เป็นความทรงจำที่เรียบเรียงจาก คำบอกเล่าของ ศาสตราจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ซึ่งเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนจบ ม.๖ ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงก่อนที่ญี่ปุ่นบุก ซึ่งในตอน นั้นผมเกิดทันและทันเห็นอาจารย์กำธรที่อาวุโส กว่าผมเพียงสอง-สามปี เท่านั้น

โรงเรียนเทพศิรินทร์ เคยมีชั้นประถมจนถึง ม.๘ ต่อมาก็หดลงเหลือแค่ ม.๑ ถึง ม.๖ ในปี ๒๔๘๐ ม.๘ ที่เคยมียุบหาย ไปเมื่อกระทรวงเปลี่ยนระบบการศึกษา เป็นการจบ ม.๖ เป็นมัธยมบริบูรณ์ แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอีกสอง ปีจึงจะเข้ามหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายเรือ ม.๘ ปีสุดท้ายนั้นคือปี พ.ศ.๒๔๘๑

ชีวิตเด็กเทพศิรินทร์ในช่วงนั้นช่างหอมปน กลิ่นไม้เรียวเสียนี่กระไร เอะอะเฆี่ยน เอะอะหวด แต่ที่ได้ดีเป็น นายพล เป็นรัฐมนตรี เป็นนายก ก็เพราะเจ้าไม้เรียวของครูนี่แหละ จะบอกให้

อารัมภบทมาพอสมควรแล้วคราวนี้ขอลากเข้าความ กันเสียที อาจารย์กำธร หรือ หยอง ของเพื่อนๆ เริ่มบรรเลงถึงอาหารการกินในครั้งกระโน้นที่ เด็กๆ ได้เงินไปโรงเรียนอย่างมากไม่เกิน๑๐ตังค์

อาจารย์กำธร ตอนอยู่ประถมได้ ๓ตังค์ ขึ้นมัธยม ๕ตังค์ ขึ้นโรงเรียนเตรียมได้ ๗ตังค์ (สงสัยจำผิด ควรเป็น ๑๐ตังค์มากกว่า) เพราะผมเองยังได้ ๑๐ตังค์เลย จะบอกให้

โรงอาหารใหญ่ของเทพศิรินทร์นั้นอยู่ทางด้าน ถนนนพวงศ์ ตึกเยาวมาลย์อุทิศข้างๆมีตึกเล็กคือ ตึกนิภานภดล ที่จะบูรณะกันคราวนี้แหละ ตอนนั้นเป็นตึกชั้นเรียนพวกประถมหนึ่งถึงมัธยมหนึ่ง (สมัยอาจารย์กำธรเรียนอยู่) พอลงจากตึกนิภานภดลก็เจอะขนมล่อเด็ก มีไอติมแท่ง มีน้ำส้ม น้ำลิ้นจี่ ใส่หม้อทองเหลืองขัดสวยเชียวนะ ของ พวกนั้นมันล่อเด็กด้วยการจีบฉลาก ใครจับได้ได้กินฟรีอีกอัน

ต่อไปก็อาหารที่กินกันเป็นสรณะ คือขนนไข่ ไอ้วอฟเฟิลน่ะอันใหญ่กว่าสมัยนี้มาก ราคาราว๒ ตังค์ กินอิ่มถ้ามี ตังค์เดียวก็กินได้ครึ่งอัน อีกอย่างหนึ่ง คือขนมกุ้ยช่าย ที่บางคนเขาเรียกขนมแม่ม่าย เพราะเวลาผัวตายมันจน ต้องเลี้ยงลูกด้วยขนมกุ๋ยช่ายอันนึงใหญ่กว่า เดี่ยวนี้มาก อันละตังค์เดียว ถ้าซื้อ ๒ตังค์ได้สามอัน อิ่มเลย อัตรานี้ เป็นส่วนลดที่เราได้ในสมัยนั้น

ขนมกุ้ยช่ายใช้เป็นเสบียงเวลาไปดูฟุตบอลที่ โรงเรียนสวนกุหลาบ ก่อนไปต้องเตรียมข้าวไปกิน เป็นข้าวห่อโดยมาก ก็พริกขิง ไข่เค็ม ข้าวไข่เจียว น้ำพริกผัด กินเอาอิ่มน่ะ หลังจากดูฟุตบอลก็ตามด้วยขนมกุ้ยช่ายเป็นของหวาน

เอาละไปโรงเรียนสวนกุหลาบได้กินน้ำหวานอีก ถ้วยนึงเท่านั้นก็หมดตังค์แล้ว เหลือแต่คูปองรถรางกลับบ้าน ตอน นั้นฟุตบอลรุ่นกลาง รุ่นใหญ่ แข่งที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พวกโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนอัสสัมชัญ พวกนี้ เก่งฟุตบอลแพ้ไม่ได้บาทหลวงเฆี่ยน เพราะฉนั้น ถ้าพวกนี้เล่นชนะ คนแพ้จะเอาหมึกสาดมา จากตึกชั้นบน เสื้อ นอกสีขาว กางเกงกรมท่าเลอะเทอะหมด เข้าทำนองฟุตบอลแพ้คนไม่แพ้

การแข่งขันสมัยก่อนมีของขว้างอีกอย่างนึงคือ ไข่เน่า เวลาไม่พอใจในการตัดสิน ของกรรมการเจ้าคุณจินดารักษ์ พ่อไอ้จ๋อยยังเคยโดนขว้างเลย

ขนมอีกอย่างหนึ่งคือขนมผักกาด ๒ตังค์เท่านั้น ถ้าใส่ไข่ ๓ตังค์ หอย แมลงภู่ทอดถึงจะ ๕ตังค์ เราไม่ได้กินหรอก มันแพงได้แต่ยืนดู

พวกข้าวแกงนั้นมีหลายเจ้า ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องของตารอด ทางตึกแม้นฯ ก็เป็นของตาเมฆ ยายกลีบ แต่ ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก พวก ม.๗ ม.๘ ถึงได้ข้ามมากินฝั่งโรงอาหารตึกเยาวมาลย์ ของคาวนั้นมีแกง ผัด ไข่ดาว กับข้าวหลายอย่างมีขนมหวาน พวกกล้วยเชื่อม วุ้นน้ำเชื่อม กล้วยบวดชี ถ้าตอนเปิดเทอม เดือนพฤษภาคม หน้าทุเรียน มีน้ำกะทิทุเรียนด้วย

นอกจากข้างแกงก็มีตือฮวน มีข้าวเหนียวยัดไส้ด้วยคนที่ห่อข้าวมากินมักจะไปซื้อ เกาเหลา มี ๓ตังค์ มีผักดอง เครื่องในหมูหั่นชิ้นเล็กๆใส่น้ำซุป ซดคล่องๆคอข้าวกะหรี่เจ๊กก็มีขาย จานละ ๓ตังค์ มีอาจาดให้กินด้วย

พระรามลงสรง ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ก็มีกิน ไม่ต้องไปถึงเฉลิมบุรี ขายไม้ละตังค์ พวกเรากิน กันได้ไม่กี่ไม้ อย่างเก่งก็ ๕ไม้ เอาผักบุ้งมากๆ ราดน้ำจิ้มเยอะๆ กินกับข้าวสวย หรือปาท่องโก๋

ถัดไปเป็นข้าวหน้าไก่เหลาะงาทิ้น ห้าแยกพลับพลาไชย ตาแป๊ะแกหาบมาเองแล้ว ตักขายให้นักเรียนทีละมากๆ แกต้อง ตักเอง ไม่ให้ลูกจ้างตัก กลัวจะตักให้น้อย ตอนนั้นชามละ ๕ ตังค์ ตอนหลังแกไม่ได้หาบมา แต่ขายอยู่ที่ร้ายห้าแยก ใคร อยากกินต้องลอดรั้วข้างตึกนิภานภดลออกไปซื้อ ขากลับเข้ามา ถ้าเจอะครูก็โดนตีฐานออกนอกโรงเรียนโดยไม่ขออนุญาต

ของอร่อยอีกอย่างก็คือ เครื่องในหมู หัวหมูแล่บางๆ เสียบไม้จิ้มน้ำเต้าหู้ยี้ เค็มๆ หวานๆ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว มีอยู่ ๒-๓เจ้า ที่มีทั้งเนื้อเปื่อย เนื้อสดและเครื่องใน ชามละ ๓ตังค์ ๕ตังค์ กินน้ำหมดแล้วขอเติมน้ำ ได้อีก แถมถั่วงอกอีกก็ยังได้ น้ำก๋วยเตี๋ยวแบบโบราณต้องใส่น้ำเต้าหู้ยี้ด้วยลูกชิ้นเนื้อวัวมีอย่างลูก ใหญ่ใส่แป้งกิน อร่อยเดี๋ยวนี้หาไม่ได้แล้ว

ก๋วยเตี๋ยวลวกก็มีขายส่วนมากจะกินกันแต่ เกี้ยมอี๋เพราะมันให้มาก อิ่มดี ชามละ ๓ ตังค์

ของกินจำพวกของคาว ข้าวหมูแดง หมูย่าง ข้าวหน้าเป็ดก็มีให้เลือกแต่พวกนี้จานละ๕ตังค์ ต้องมีเงินมากจึงจะกินได้

น้ำแข็งกด ใส่น้ำเขียว น้ำแดง กดใหญ่กดละสตางค์ กดเล็กครึ่งตังค์

มีโซดาใส่น้ำหวานไว้หลอกเด็กให้กินซ่าลิ้นอีก เจ้าหนึ่งมีขวดโหลใส่น้ำเชื่อมสีเขียว สีแดง แล้วมีสายยางเปิดน้ำเต็มถ้วย เติมโซดาไบคาบอเนทให้มันฟู่เป็นพอง เด็กๆชอบมาก เหมือนได้กินน้ำมะเน็ดซึ่งแพงมากในสมัยก่อน

ของกินเล่นมีโรตีสายไหม อันละตังค์เดียว ตังเมหลอด ถั่วมันๆใส่กรวยกระดาษ ใส่ใบหอมสับ พริกแดง เผ็ดนิดหน่อย อันละตังค์นึง

ที่ประตูวัด ด้านตึกแม้นฯ มีมันทอดชุปแป้งทอดอยู่เจ้าหนึ่งหน้าเหมือนลิง เด็กๆเรียก ไอ้หอย มันทอดเจ้านี้อร่อยนักขายติดอยู่กับไอติมกะทิ ใส่ข้าวโพดเผือกลอดช่อง ตังค์เดียวก็ได้กิน

ราคาที่ว่านี้ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดขึ้นเมื่อ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๒ ไปแล้ว เพิ่มขึ้นอีกตังค์สองตังค์ ถ้าเอาราคาก๋วยเตี๋ยวเป็นเกณฑ์ ตอนญี่ปุ่นบุกชามใหญ่ชามละ ๕ ตังค์ พอน้ำท่วมใหญ่แล้วของกินมีน้อยลง และสนนราคาข้นพรวดๆเป็นอันหมดยุคบ้านดี-เมือง ดีด้วยประการฉะนี้

ลงชื่อเข้าใช้

Username
Password
ลืมรหัสผ่าน ?
สมัครสมาชิกเว็บไซต์